Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

เมียกับหมา

 ชื่อบล็อกนี่ล่อเป้าไปนิดนึงนะครับ ความจริงแล้วก็ไม่ได้จะเอาสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบอะไรกันหรอก   เพียงแต่อาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ  ระหว่างเมียผมกับหมาหน้าบ้าน เปล่านะครับ ไม่ได้กัดกันอย่างที่คิดครับ   แต่เป็นความเมตตาอันสูงส่งระหว่างเมียผมกับฝูงหมาหน้าบ้าน

      ที่เรียกว่าฝูงก็เนื่องจากว่า แรกเริ่มเดิมที   อันนี้ต้องเท้าความไปไกลนิดนึง สักประมาณ 7-8 ปีก่อน หน้าบ้านของเมียผม ก่อนที่ผมจะมาอาศัยอยู่ด้วยในฐานะสามี เพราะช่วงนั้นยังจีบๆกันอยู่ (ยังไม่ได้หลวมตัว แหม!ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ละก็นะ)   จะมีหมาตัวเมียเรียกกันง่ายๆว่า คุณนายแดง เนื่องจากสีขนมันออกจะแดงๆสักหน่อย   คุณนายแดงได้ให้กำเนิดลูกมาครอกนึง  แต่คงเหลืออภิชาตบุตรอยู่สองตัว ที่เอาชีวิตรอดจากภัยจราจรบริเวณถนนหน้าบ้านมาได้    เจ้าสองตัวนี้เป็นหมาร่าเริงมากครับ    ชอบมุดเข้ามาเล่นในบ้านเมียผมบ่อยๆ ลืมบอกไปว่า หมาพวกนี้อยู่รอดโดยใช้ชีวิตอิสระไร้เจ้าของ (คือพยายามจะเรียกให้ดูดีกว่าหมาจรจัดนะครับ) โดยอาศัยอาหารจากสปอนเซอร์ท้องถิ่น   ซึ่งก็คือผู้คนที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นนั่นเอง โดยจะมีผู้สนับสนุนหลักสองสามราย    นอกนั้นก็จะเป็นสปอนเซอร์ขาจร    แน่นอนครับว่าครอบครัวของเมียผม หลักๆ  คือคุณพ่อตา ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักถาวรตลอดชีพของบรรดาหมารักอิสระทั้งหลายที่แวะเวียนมาแถวหน้าบ้านเรา

      ชีวิตของเจ้าหมาเหล่านี้ก็ดำเนินไป มีกินมีอยู่ มีทะเลาะเบาะแว้ง มีอุบัติเหตุเฉี่ยวชนโดยนักซิ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะซิ่งไปไหน ซอยหน้าบ้านเมียผมนี่ ก็ไม่ได้เป็นซูเปอร์ไฮเวย์เสียหน่อย ลูกเจ้าแดงสองตัวที่ว่า ซึ่งเราก็เรียกพวกมันง่ายๆอีกแหละครับตามสีขนเช่นเคย ว่าไอ้ดำ ดูโอเลยนะครับ เพราะว่ารูปร่างหน้าตามันเหมือนกัน ต่างกันตรงที่เพศเท่านั้นเอง ในระหว่างนั้น ก็จะมีพวกขาจรแวะเวียนมาอาศัยสปอนเซอร์จากเราอยู่เรื่อยๆ บางตัวก็มาอยู่แป๊ปๆ บางตัวก็มาอยู่นาน บางตัวก็มาอาศัยโลเกชั่นแถวนี้ เป็นที่ทำคลอด ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ก็น่าจะมีประมาณ สองถึงสามเจนเนอเรชั่นแล้ว ที่มาอาศัยที่ว่างข้างๆบ้านผมเป็นห้องคลอด

      ก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามธรรมชาติ บางครอกก็มีคนมาเอาไปเลี้ยงบ้าง บางทีก็ตายด้วยอุบัติเหตุบ้าง แต่ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่รอดมาถาวร หลักๆก็คือสามแม่ลูก หนึ่งแดงสองดำนี่แหละครับ

     …เกริ่นมาเสียยาวก็ได้โอกาสเข้าเรื่องซะที เรื่องของเรื่องก็คือว่าเมื่อเร็วๆนี้ เจ้าดำตัวเมีย ก็ได้ให้กำเนิดลูกๆมาครอกหนึ่ง นับได้เจ็ดตัว  เมียผมก็สนุกสิครับ เรื่องยุ่งเรื่องชาวบ้านนี่ชอบนัก งานตัวเองมีไม่ทำ เรียนก็ยังไม่จบ แต่เรื่องเล่นๆนี่ขอให้บอก วันๆเมียผม ก็มีหน้าที่หย่อนข้าวหย่อนนม ไปให้ไอ้เจ้าตัวเล็กๆเหล่านี้ ทางรั้วข้างบ้านที่มันอาศัยอยู่ในป่าข้างๆ  สักพักเจ้าลูกหมานี้ก็เริ่มสำรวจโลก ภารกิจแรกก็คือออกมาดูการจราจร บริเวณถนนซอยหน้าบ้าน สักพักก็เลยเถิดเข้ามาเล่นในบ้านเมียผมซะหน่อย ก็ไม่ว่ากันครับ แต่ห้ามมาอยู่ถาวรนะจ๊ะ ไม่ใช่ไม่รัก แค่ไม่อยากผูกพันเท่านั้นเอง 

    ด้วยความสงสารหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมกับเมียก็เคยคิดกันเล่นๆ ว่าน่าจะเอาเจ้าหมาแถวหน้าบ้านนี้ไปทำหมัน เพื่อเป็นการควบคุมจำนวนประชากร เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีลูกหมาเกิดมาผจญเวรกรรม แย่งกันกินกันอยู่อย่างที่ผ่านมา  จะด้วยเหตุปัจจัยถึงพร้อมก็ไม่ทราบได้ อยู่มาวันนึง ขณะที่เมียผมกำลังลัลล้า เล่นสนุกอยู่กับเจ้าลูกหมา ก็มีสตรีนิรนามท่านนึง ขับรถมาจอดเทียบ ทราบชื่อภายหลังว่าพี่ต้อย พี่ต้อยนี่เป็นคนรักหมามากถึงมากที่สุด และโดยอาชีพส่วนตัวทำงานที่โรตารี่ มีภารกิจการกุศลเป็นหลัก หน้าตาเลยดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงมาก (อันนี้เมียผมบอกมานะครับ) สรุปว่า เมียผมได้เจอของจริงเข้าแล้วละครับ พี่ต้อยมาพร้อมอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการดูแลหมา ไม่ว่าจะเป็นยาถ่ายพยาธิสำหรับหมา อาหารหมาเป็นกระสอบก็มีพร้อมตลอดเวลาในรถ เมื่อได้ทราบความจำนงค์เรื่องการคุมกำเนิด จากเมียผมพี่ต้อยก็มีคำแนะนำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ กรรมวิธีในการเคลื่อนย้ายหมา ตลอดจนข้อควรปฎิบัติกับเหล่าลูกหมา เพื่อที่มันจะได้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ อย่างมีความสุขสวัสดี

    เมื่อมีแผนการแล้ว ก็ต้องมีการลงมือปฎิบัติ ตอนแรกก็นัดกันว่า วันอาทิตย์นี้จะให้ผมกลับไปช่วยเคลื่อนย้ายเจ้าดำพร้อมลูกๆ ไปยังสถานพยาบาลเพื่อการทำหมันและพักฟื้น   ที่ต้องเอาลูกๆของเจ้าดำไปด้วยเพระพี่ต้อยแนะนำว่า ถ้าเจ้าดำเห็นลูกๆมันขึ้นรถ มันก็จะยอมขึ้นรถตามแต่โดยดี  แต่ชีวิตมักมีเรื่องไม่แน่นอนเกิดขึ้นเสมอ   จู่ๆเมียผมก็โทรมาบอกตอนเย็นวันศุกร์ ว่ากำลังรอพี่ต้อยเพื่อที่จะมาปฎิบัติการ ในวันนี้เลย ผมก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงปนโล่งใจที่ผมจะได้ไม่ต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ ด้วยความที่เห็นว่ามีผู้ชำนาญการร่วมอยู่ด้วย ผมก็เลยปล่อยเลยตามเลย โทรไปถามเอาตอนที่คิดว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดีแล้ว ปรากฎว่าสิ่งที่ได้ยินจากเมียผม  เล่นเอาผมอึ้งปนขำ เพราะตามแผนเดิม จะมีการเรียก pet taxi มารับโดยเฉพาะ  แต่เอาเข้าจริงก็กลายเป็นว่า taxi มาช้ากลัวว่าจะไม่ทันร้านหมอปิด ก็เลยต้องใช้รถพี่ต้อยแทน

      ขั้นตอนในการนำลูกหมาขึ้นรถก็ดูจะเรียบร้อยดี เพราะพี่ต้อยมีอุปกรณ์คือกรงขนาดใหญ่ จับเจ้าตัวเล็กๆใส่เข้าไป แล้วก็ยกไปวางที่เบาะหลัง เนื่องจากด้วยความเป็นห่วงสองสาวน้อยใหญ่ พ่อตาผมก็เลยต้องอาสาไปเป็นเพื่อน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยอะไรได้ เนื่องจากพ่อตาผมช่วงนี้ก็อ่วม เนื่องมาจากโรคหัวใจ จะเดินจะเหินทีก็เป็นแบบ slow motion ลองนึกภาพเอาเองนะครับ อีกอย่างอาทิตย์หน้านี้ก้ต้องไปทำบอลลูน เป็นครั้งที่สองซะด้วยสิ  แต่ก็คงอุ่นใจมานิดนึงละครับว่ามีผู้ชายไปด้วยหนึ่งคน เนื่องจากรถพี่ต้อยก็เป็นรถเก๋งธรรมดา มีพี่ต้อยเป็นคนขับ พ่อตาผมนั่งหน้า ก็เลยเหลือที่ว่างที่เบาะหลัง ซึ่งพอวางกรงเจ้าลูกหมาขนาดใหญ่ลงไปแล้ว ก็เหลือที่อยู่หน่อยนึงพอให้เมียผมนั่งได้ กลับมาสู่เหตุการณ์ขนย้ายเจ้าดำเลยนะครับ แรกเริ่มเดิมทีนี่ พี่ต้อยก็บอกว่า การจะเคลื่อนย้ายหมา ห้ามเด็ดขาดไอ้ประเภทต้อนขึ้นต้อนลงตามยถากรรม เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ พอต้อนหมาขึ้นไปถึงร้านหมอแล้ว ตอนจะให้มันลง พอมันจำได้ว่าร้านหมอ มันก็วิ่งเตลิดเลย ทั้งคนทั้งหมาเลยวิ่งไล่กันชุลมุน สุดท้ายไปโดนรถชนตายบนกลางถนนทั้งคู่  ผมฟังอย่างนี้ก็นึกโล่งใจ ว่าดีนะที่มีผู้รู้มาแนะนำ ไม่งั้นผมกับเมียอาจจะประสบเคราะห์กรรมเช่นที่ว่าได้

      อย่างที่บอกไว้นะครับว่า แผนการที่วางไว้สวยหรู กับการลงมือปฎิบัติจริงๆนั้น บางที่มันก็เกิด chaos ขึ้นได้ ตามทฤษฎีที่เคยเล่าให้ฟัง ในกรณีนี้สิ่งที่ผิดแผนก็คือ การที่ taxi สำหรับขนย้ายสัตว์ไม่มาตามนัด ก็เลยต้องเป็นหน้าที่ของเมียผมกับพี่ต้อย ที่จะต้องหาทางเอาไอ้ดำขึ้นรถ ตามลูกๆมันไป ซึ่งก็ไม่น่าจะยากอะไรถ้ามันจะขึ้นรถตามลูกมันแต่โดยดี แต่นี่ก็หมายความว่า เป็นการย้ายมันตามยถากรรมเนื่องจาก ไม่ได้มีกรงสำหรับใส่มันไปด้วย เนื่องจากที่ว่างที่เหลือก็คือเบาะหลัง เป็นอันว่าเมียผมก็ต้องทำหน้าที่ต้อนมันขึ้นไป พร้อมกับเข้าไปนั่งร่วมกับมัน วิธีการก็คือล่อ ให้มันเดินตามมาดูลูกๆมันที่อยู่ในกรง ที่ในตอนนี้ขึ้นไปวางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่บนเบาะหลัง  ตอนแรกก็ดูเหมือนว่าเจ้าดำจะเป็นห่วงเป็นใย เดินมาด้อมๆมองๆสักพักก็เชิดจากไป เอาละสิทีนี้ ร้อนถึงเมียผมกับพี่ต้อย ต้องล่อหลอกให้มันกลับมาดูลูกมันอีกถึงสองสามหน จนสบโอกาสไอ้ดำเผลอ เมียผมก็ใช้กำลังเท่าที่มี ดันมันขึ้นไปเก้ๆกังๆ บริเวณที่วางขาของเบาะหลังรถได้สำเร็จ “น้องยุ้ยขึ้นไปนั่งกับมันเลยค่ะ” เสียงพี่ต้อยบอก ด้วยอารามตื่นปนงงของเมียผม คุณเธอก็เอาร่างอวบๆ แทรกเข้าไปนั่งตามพื้นที่เท่าที่จะมีเหลือของเบาะหลังแต่โดยดี ลองนึกภาพนะครับ ว่าไอ้ดำนี่ก็ไม่ใช่หมาตัวเล็กๆ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนหมาฝรั่ง แต่ก็รูปร่างสมส่วนตามแบบฉบับหมาไทยเปี๊ยบ

   เอาละทีนี้ เป็นอันว่าไอ้ดำก็เก้ๆกังอยู่ตรงที่ว่างสำหรับวางขา เมียผมก็นั่งอยู่บนเบาะเคียงข้างกรงลูกหมา พอรถเริ่มออกตัว ด้วยความตื่นเต้นของไอ้ดำ ที่ตั้งแต่เกิดมา ก็มีวันนี้แหละ ที่บุญพาวาสนาส่ง ได้มีโอกาสนั่งรถของพวกมนุษย์ซะที มันคงนึกว่าไหนๆก้ไหนๆแล้ว จะให้มากึ่งนั่งกึ่งยืนอุดอู้อยู่ตรงที่วางขาก็ใช่ที่ เลยตัดสินใจดันทุรังเอาร่างดำๆของมัน ขึ้นมาอยู่บนตักของเมียผมซะเลย พร้อมทั้งหันหน้าไปทางกระจกหน้าต่างรถ ประหนึ่งว่าจะพยายามจำเส้นทางเดินรถให้ได้ เพราะถ้าทริปนี้มีจุดหมายเป็นวัดแล้วละก็ มันก็คงอยากจะมีความสามารถ ในการพาสังขารกลับมาเสพสุขที่ถิ่นเดิมแถวหน้าบ้านเมียผมเป็นแน่แท้  ทั้งคนทั้งหมาต่างก็มีปัญหาชีวิตส่วนตัวต่างๆกันไปนะครับ  ไอ้ดำก็คงวิตกกังวล ว่าไอ้พวกนี้จะพาตรูไปไหนฟะ แล้วจะได้กลับมาไหม แล้วจะมีไรกิน แล้วลูกๆหละ บลาๆๆ  ส่วนเมียผมก็มีเหมียนกัล คือว่ามันหนักกับเหม็นนะสิครับ

       “เม้นนนเหม็น” เมียผมบรรยายให้ฟังภายหลัง

       ก็แน่ละสิครับ คนเอ้ยหมามันไม่ได้อาบน้ำมาแปดปี จะให้มันหอมไงละ อย่าว่าแต่มานั่งโคลสอัพบนตักอย่างนี้เลย เอาแค่เวลาไปให้อาหารมันหน้าบ้าน ก็ได้กลิ่นโชยๆมาแล้ว  ปกติเมียผมก็ไม่ใช่คนรักสะอาดอะไรขนาดหนักนะครับ แต่ก็ไม่ถึงขนาดจะให้มากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับหมาเหม็นสาบอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ได้

      “หนักรึเปล่า ไอ้ดำมานั่งตัก”  ผมสงสัย

      “หนักอะดิ ถามได้ สิบกว่ายี่สิบโล ไม่หนักได้ไง” เมียผมตอบภายหลังแกมค้อน  (อันนี้จินตนาการเอานะครับ แหะๆ)  แถมมันนั่งไม่นั่งเปล่า ทำท่าอ้าปากหอบแฮ่กๆพร้อมกับน้ำลายไหลยืดเป็นระยะๆ

      “น้องยุ้ยคะ เช็ดน้ำลายมันด้วยนะคะ ระวังเลอะรถพี่  นี่พี่เพิ่งเอารถไปล้างมาเมื่อวานนะคะเนี่ย  แล้วมันจะอ้วกหรือเปล่านี่  พี่เคยขนหมาแล้วมันอ้วกนะค่ะ” พี่ต้อยทำท่าสติแตกหน่อยๆ พร้อมๆกับรีบซิ่งเพื่อให้ไปทันก่อนที่ร้านหมอเขาจะปิดซะก่อน    เป็นอันว่าเมียผมก็ต้องรับสภาพ ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่ เลยนั่งปลอบไอ้ดำไปพลางๆ ไม่ใช่ด้วยความรักเมตตาอะไรหรอกครับ  ด้วยความกลัวว่ามันจะแผลงฤทธิ์อะไรมากไปกว่านี้ต่างหาก

        เป็นอันว่าก็ไปถึงร้านหมอโดยสวัสดิภาพ ไอ้ดำนี่ก็เรียบร้อยว่าง่าย ลงจากรถไม่มีการขัดขืน แต่พอเข้าไปข้างในแล้ว ก็ต้องมีการชักกะเย่อกันเล็กน้อย  เป็นภาพที่ดูไม่จืดเลยครับ  เมียผมดึงปลอกคอ  พี่ต้อยดันท้าย    กว่าจะยอมไปอยู่ในที่ๆควรอยู่สำหรับมัน    สรุปว่าค่าทำหมัน ค่ายา ค่าพักฟื้น ปาไปร่วมๆห้าหกพัน

        “ใครจ่ายหละ” ผมถามด้วยความกังวลสุดชีวิต

        “รูดบัตรจ่ายสิคะ” เมียผมตอบหน้าตาเฉย  พร้อมๆกับความกังวลของผมที่หายไป เพราะไม่มีไรต้องกังวลอีกแล้ว เมียผมรูดบัตร ผมมีหน้าที่ชำระหนี้ตามกฎหมายเมื่อใบแจ้งหนี้มาถึงในเดือนหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะกังวลไปทำไม that’s the way it is!    

         ยังไม่จบแค่นี้นะครับ พี่ต้อยบอกว่า ไอ้เจ้าตัวเล็กๆนี่มันน่ารัก ควรจะฝากมันไว้ที่ร้านหมอ เผื่อมีใครมาเห็นว่าน่ารักน่าเลี้ยง ก็จะได้เอาไปเลี้ยงได้   คงจะดีไม่น้อยถ้าสามารถฝากไว้ได้ฟรี แต่เรื่องของเรื่องคือเขาคิดค่าฝากตัวละร้อยต่อวัน  หลังจากปรับทุกข์กับยอดภรรเมียของผมแล้ว สิ่งที่ผมได้คือ คำยืนยันจากปากเมียผมว่า ไม่เอาอีกแล้ว ยุ่งกับเรื่องของหมาข้างบ้าน    พร้อมทั้งคำขอโทษที่ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่าย สรุปก็คือ เข็ดแล้วจริงๆ ว่างั้นเหอะ ผมจะทำอย่างไรได้ละครับ ก็ก้มหน้าก้มตารับสภาพไป ลูกตัวเองยังไม่กล้ามี ดันจะต้องมารับภาระกะลูกของหมาข้างบ้านซะนี่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็ขอให้เจ้าลูกหมาทั้งหลาย รีบมีคนใจบุญมารับไปอุปการะในเร็ววันนี้นะจ๊ะ

       …เพื่อความสุขสวัสดีทั้งของตัวลูกหมาเองและตัวกระผมด้วย

       เฮ้อ!

About these ads

October 4, 2008 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: