Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

จักรวาลคู่ขนาน

 พอดีวันก่อนนอนไม่ค่อยหลับ เลยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์จากหนังสือที่เคยอ่าน ก็โผล่ขึ้นมาให้คิดตามเล่นๆ

“จักรวาลคู่ขนาน”  ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์ได้มีการค้นพบกันมาร่วมร้อยปีแล้วนะครับ ใช่ว่าเป็นเรื่องเล่นๆเอาไว้สร้างหนัง มาหลอกเอาเงินจากพวกเรากันเฉยๆ รายละเอียดขอไม่เล่านะครับ เพราะผมเองอ่านแล้วก็ยังงง เอาเป็นว่า ถ้าพวกนักวิทยาศาสตร์ฟากตะวันตกเขาเชื่อว่ามันมีแล้วละก็ คงสบายใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องโคมลอยแน่ๆ 

      แล้วมันมีความน่าสนใจตรงไหนหรือ ถึงสมควรที่จะยกมาพูดถึง  ความสำคัญของทุกๆการค้นพบเรื่องอะไรก็ตามแต่ ถ้าจะให้ผมแยกประเภทโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว แบ่งได้เป็นสองประเภท

  1.ช่วยให้เรามีความหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการค้นพบอะไรใหม่ ก็จะทำให้เกิดความหวัง หวังว่าการค้นพบครั้งนั้นๆจะนำไปสู่อะไรๆที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น ยาที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะดีขึ้น พลังงานที่สะอาดและประหยัด แม้กระทั่งการเมืองที่ดีกว่าเดิม เป็นต้น

  2.ช่วยให้เรามีความสุข การค้นพบบางอย่างก็ทำให้เราเกิดความสุข ถ้าจะให้ยกตัวอย่างคลาสสิค อมตะนิรันดร์กาล ก็เห็นทีจะหนีไม่พ้น การค้นพบของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ ว่ากันตรงๆแล้วก็คือ ความไม่มีอยู่จริงของทุกสิ่ง พูดแบบกวนๆก็คือ ไม่ได้ค้นพบอะไรเลย  หากจะเทียบกับมาตรวัดของวิทยาศาตร์ปัจจุบัน ที่เน้นการพิสูจน์แบบประสาทสัมผัสจับต้องได้เป็นหลัก ถ้าจะใช้ภาษาปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่า   

พระพุทธเจ้าได้ค้นพบทฤษฎี”ไตรลักษณ์” โดย มีสมการพื้นฐานคือ

ทุกสิ่ง(ใดๆ) = ความไม่เที่ยง(อนิจจัง)+ความทนอยู่ไม่ได้(ทุกขัง)+ความไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)

       หลายๆท่านอาจจะบอกว่า ไอ้ข้อหนึ่งนะพอเข้าใจ ว่าการค้นพบนี่มันทำให้เรามีความหวัง ความหวังว่าจะมีความสุขจากผลที่จะได้จากการค้นพบ แต่ข้อสองนี่สิ รู้แล้วมันจะมีความสุขตรงไหนกันเชียว จริงๆแล้วการค้นพบที่ให้ผลอย่างข้อสอง ไม่ได้มีเพียงการค้นพบของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการค้นพบอะไรหลายๆอย่าง ที่ให้ผลอย่างเช่นข้อสอง เพียงแต่ว่าการค้นพบอะไรก็ตาม ที่จะให้ผลเป็นความสุขนั้น ล้วนแล้วแต่มีลักษณะคล้ายๆกับที่ผมได้ยกตัวอย่างเอาไว้ คือ เป็นความค้นพบถึงความไม่แน่นอนของบางสิ่งบางอย่างแทบทั้งสิ้น

    สรุปก็คือ เมื่อมีการค้นพบว่า ไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆแล้ว และเราก็ยอมรับมันโดยดี ว่าไม่สามารถจะไปทำอะไรกับบางสิ่งบางอย่างนั้นได้ เมื่อนั้นการค้นพบนั้นๆ ก็จะทำให้เราพบกับความสงบลึกๆในใจเรา อย่างที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ พูดง่ายๆประสาชาวบ้าน คือ ถ้ารู้อะไรแล้วปลงได้นั่นแหละครับ เช่น เมื่อไรที่พ่อแม่ค้นพบว่า ทำได้อย่างดีที่สุดก็แค่เป็นผู้แนะนำสิ่งที่เราคิดว่าดีให้กับลูก แต่ไม่สามารถจะไปบังคับให้ลูกเป็นได้ดั่งใจเราในทุกเรื่อง คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่า พ่อแม่ที่คิดได้อย่างนี้ น่าจะมีความสุขในชีวิตมากกว่าพ่อแม่ที่เชื่อว่า จะสามารถปั้นให้ลูกของตน ให้เป็นในสิ่งที่คิดและเชื่อว่าดีได้อย่างใจของพ่อแม่ได้

      พูดมาซะยาวเหยียด ยังไม่เข้าเรื่องจักรวาลคู่ขนานซะที สรุปว่าการค้นพบในเรื่องจักรวาลคู่ขนานนี้ ทำให้ความยึดมั่นถือมั่น ของนักวิทยาศาสตร์คลาสสิคส่วนใหญ่ ต้องสั่นคลอนไม่น้อย เมื่อต้องยอมรับถึงความมีอยู่อย่างไม่จำกัด ถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับจักรวาล จากที่เคยเชื่อว่าจักรวาลมีขอบเขต และมีจำกัด ถึงวันนี้ ก็เริ่มจะมีการยอมรับกันแล้วว่า คำว่า”จักรวาล” ก็ไม่เพียงพอสำหรับ บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ และมีอยู่อย่างไม่จำกัด ของสรรพสิ่งต่างๆได้ จนเริ่มจะมีเสนอใช้คำว่า Multiverse ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียกเป็นไทยอย่างไร 

     คำว่าไม่จำกัดนั้น หากจะฟังๆเพียงผิวเผิน ก็อาจจะไม่เห็นภาพ แต่โดยตัวมันเองนั้น ได้ซ่อนความยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ ไว้ภายใต้คำเพียงสามพยางค์นี้ ลองนึกเล่นๆถึงจำนวนที่มีจำนวนมากที่สุดสิครับ มาแข่งกันก็ได้ว่า ใครจะเป็นคนหาเจ้าจำนวนที่ว่าได้ก่อนกัน คงพอจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า ไม่มีจำนวนที่ว่านั้นแน่ๆ เพราะถ้าใครลองบอกว่าได้พบจำนวนที่มากที่สุดแล้ว ผมก็แค่เอาหนึ่งบวกเข้าไป เจ้าจำนวนที่ว่าก็จะกลายเป็นรองอันดับหนึ่งไปทันที  พอเราเปลี่ยนจากจำนวนของหน่วยนับธรรมดา ที่เราบอกว่ามีไม่จำกัดนั้น มาเป็นหน่วยนับของจักรวาลดูสิครับ นี่แหละครับ เป็นที่มาของความพิสดารพันลึก เกินจินตนาการได้เลย

     ยกตัวอย่างจากเรื่องง่ายๆใกล้ตัว เช่น ถ้าผมบอกว่า มีชายคนหนึ่ง ซื้อหวยทีไร ถูกรางวัลที่หนึ่งทุกทีเลย คุณก็คงหาว่าผมโม้ใช่ไหมครับ เป็นไปไม่ได้หรอก บ้าหรือเปล่า ทีนี้ลองฟังต่อนะครับว่า ถ้าชายคนนั้นที่ผมอ้างนี่ ทุกครั้งที่เขาซื้อหวย เขาจะกว้านซื้อทุกใบทุกเลข ตั้งแต่ 000000 ยัน 999999 เลย คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่า ชายคนนั้นก็คงต้องถูกรางวัลที่หนึ่งทุกครั้งแน่ๆ

 อย่าเพิ่งนึกเถียงในใจนะครับว่า โอ้ยเป็นไปไม่ได้หรอกใครจะไปซื้อได้ ผมแค่เพียงยกตัวอย่างให้เห็นว่า ข้อจำกัดระหว่างความเป็นไปได้กับเป็นไปไม่ได้นั้น มันก็แค่ความน่าจะเป็นเท่านั้นเอง ที่เราเรียกๆกันว่าเป็นไปไม่ได้นั้น เรียกให้ถูกคือมันแค่มีความน่าจะเป็นน้อยเท่านั้นเอง

         ทีนี้พอเราเริ่มยอมรับแล้วว่า จักรวาลนั้นมีอยู่ไม่จำกัด เพราะฉะนั้น ความน่าจะเป็นที่จะมีจักรวาลที่เหมือนกับเราทุกอย่างนั้น ก็ตอบได้อย่างฟันธงเลยว่า เป็นไปได้ครับ หรือมีจักรวาลที่มีคนชื่อเหมือนคุณและตอนนี้เป็นประธานาธิบดีของประเทศที่ชื่อดันมาคล้ายกับประเทศอเมริกาอยู่ ก็ฟันธงได้อีกเช่นกันว่า เป็นไปได้ครับ จริงๆแล้วแทบจะบอกได้เลยว่ามีอยู่จริง ไม่ต้องเกรงใจพูดว่าแค่เป็นไปได้เท่านั้น

    นี่แค่ยกตัวอย่างความบังเอิญที่เหมือนหรือคล้ายกัน อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ ยังไม่ได้กล่าวถึงว่า จะมีจักรวาลไหนบ้างนะที่ มีสภาพต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เช่น คงจะมีสักจักรวาลแหละน่า ที่มีคนสามหัว เหาะได้ หายตัวได้ อะไรเทือกนั้น เอาเป็นว่า คุณคิดจินตนาการอะไรขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะพิสดารขนาดไหนก็ตามแต่ ล้วนแล้วแต่ “เกิดขึ้นได้จริง” ได้ทั้งนั้น

      พอผมได้รู้ว่าสามารถมีเรื่องพิสดารแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง  แม้ว่าจะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แบบตัวเป็นๆก็ตาม ผมก็รู้สึกว่าอัตตาตัวตนของผมและความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองลดลง อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว  อะไรที่เราเคยคิดว่ามันต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นแค่เหตุและปัจจัยที่เหมาะสมเท่านั้นจึงทำให้มีอะไรๆเกิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้กำหนดหรือจะไปบังคับให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามใจเราได้ซะที่ไหน

 ที่เราจะเป็นได้อย่างมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ ผู้ที่ไม่รู้ซึ่งพยายามจะรู้อะไรบางอย่างก็เท่านั้นเอง

     วิทยาศาสตร์ กำลัง ไล่ตามหลัง ศาสตร์ทางจิตมาติดๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรู้ที่ท่านนำมาเผยแพร่ เปรียบได้กับใบไม้หนึ่งกำมือในป่านั้น ผมก็เอาใจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน สามารถที่จะสามารถพิสูจน์ใบไม้หนึ่งกำมือนั้น ให้ได้ในเร็วๆนี้  จริงอยู่ที่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในยุคแรกๆ ก็นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ให้กับโลกมนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้อัตตาตัวตน ความยึดมั่นถือมั่นของเรา เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ราวกับว่าการค้นพบต่างๆที่ผ่านมา ให้เราได้เพียงแค่ความหวัง ความหวังที่จะได้พบความสุข เท่านั้นเอง

   เราน่าจะให้ความสำคัญ กับการค้นพบที่นำมาซึ่งความสุขให้มากกว่านี้ การค้นพบใดๆก็ตาม ที่ทำให้เรายอมรับอย่างถ่อมตัว ถึงความไม่รู้ของเราเอง น่าจะนำมาซึ่งความสุขแก่ชีวิต  มากกว่าการค้นพบที่นำมาซึ่งความหวัง หวังว่าเราจะควบคุมโลกหรือจักรวาล ให้เป็นไปตามใจเราต้องการได้ เช่นที่เรากำลังพยายามทำกันอยู่ เหมือนดั่งสุนัขวิ่งไล่งับหางตัวเอง อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

November 8, 2008 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: