Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

สามหนุ่มในมุมมืด

     วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภรรยาผม(อีกแล้วครับท่าน)เคี่ยวเข็นให้ผมไปสอนหนังสือให้น้องๆที่ตาบอด จริงๆแล้วก็เป็นความต้องการของผมเองด้วยแหละ เพราะแม้ว่าวันอาทิตย์ จะเป็นวันหยุดเพียงวันเดียวในสัปดาห์ของผม แต่เนื่องจากว่าตั้งแต่แต่งงานมา เพื่อนๆก็เลิกคบ แถมเมียก็ดันทำงานเสาร์อาทิตย์ซะอีก ก็เลยมีสภาพเร่ร่อนเหมือนสัมภเวสี ถ้าไม่ใช้เวลาให้หมดไปกับการเที่ยวเล่น เผลอๆเพลินๆชิลๆไปตามเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้น ก็คิดว่าน่าจะลองหาอะไรทำ ที่มันน่าจะมีสาระแก่ชีวิตของตัวเองและผู้อื่นดูบ้าง จริงๆแล้วก็มีแผนการมานาน น้าน นาน มากแล้ว แต่การปฏิบัติจริงๆเพิ่งจะได้ฤกษ์เอาก็เมื่อวันอาทิตย์นี้แหละครับ

     หลังจากไปส่งลูกเอ๊ยภรรยาไปทำงาน(ดูสิครับ ยังกะมีลูกเลยนะเนี่ย) ก็ขับรถไปยังมูลนิธิเพื่อคนตาบอดแถวถนนราชวิถี จากการบ้านที่ทำมาล่วงหน้า ก็พอจะทราบว่าต้องไปติดต่อที่ห้องอาสาสมัครก่อนเป็นอันดับแรก ก็พบว่ามีน้องๆคราวลูก ประมาณมัธยมต้นอยู่ในห้องนั้นสามสี่คน ก็เริ่มชักถอดใจว่านี่เราอายุเกินเกณฑ์หรือเปล่าวะเนี่ย แต่ก็ทำใจดีสู้เสือ รอจนน้องๆกลุ่มนั้น ซึ่งก็คงจะมาอาสาเหมือนกับเรา เดินออกไปพร้อมกับเหยื่อเอ๊ยน้องตาบอดที่จะให้พี่ๆอาสากลุ่มนั้นสอน  สบโอกาสปลอดผู้คนให้เปรียบเทียบอายุ ผมก็เดินดุ่ยๆเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ในห้อง

 “เอ่อ อ่า จะ จะมาสอนเด็กอะครับ” ผมกล่าวอย่างมั่นใจ

“อ๋อ พอดีวันนี้เด็มาน้อยนะคะ จริงๆแล้ววันธรรมดา จันทร์ถึงศุกร์ จะต้องการอาสาสมัครมากเลยค่ะ”  แปร่ว! คือคำตอบที่ได้จากเจ้าหน้าที่ผู้ใจดี

   แล้วกันสิครับ ทำบุญไม่ขึ้นซะงั้น สงสัยดวงยังหมองๆอยู่นะ ผมคิดพึมพำในหัวกับตัวเอง หลังจากที่สอบถามพูดคุยแก้เขินกันสักพัก ผมก็เอ่ยคำอำลา วันหน้ามาใหม่เด้อ แต่เจ้าหน้าที่คงสงสารปนสมเพช เลยเชื้อเชิญให้ผมลองเดินชมสถานที่เล่นๆก่อนกลับ ผมก็ฉลองศรัทธา เนื่องจากว่าแผนการสำหรับวันนี้ ได้พังทลายลงต่อหน้าต่อตา ก็ไม่มีไรจะเสียอยู่แล้วนี่ เดินเล่นให้มันหายช้ำใจก็ได้

       เดินไปเดินมาได้สักพัก กำลังจะโทรไปบ่นให้เมียฟังถึงความเซ็ง เวลาเราอุตส่าห์ตั้งใจจะทำอะไรดีๆนี่ แล้วมันไม่สมปรารถนาละก็ รู้สึกเซ็งชีวิตเอาดื้อๆเลยนะครับ เอ้า ไม่เป็นไร เซ็งก็ให้รู้ว่าเซ็ง (นึกถึงคำหลวงพ่อซะงั้น)  กำลังกดโทรศัพท์ยิกๆ น้องเจ้าหน้าที่ ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหาผม “จะรีบกลับไหมค่ะ พอดีมีน้องเข้ามาขออาสาสมัครพอดีเลยค่ะ”  อืม ทำดีต้องมีคิว  โชคเข้าข้างผมแล้ว นึกในใจอย่างผู้ชนะ แหม ก็อย่างที่บอกคราวก่อนนะครับ อะไรๆมันก็บ่แน่ดอกนาย  จากสภาพผู้แพ้ราศีหมองๆ พลันก็มีแสงแห่งบุญมาปรากฎรอบตัวผมซะงั้น ผ่าง ผ่าง

      เดินด้วยความมั่นใจสุดขีดไปยังห้องอาสา กรอกแบบฟอร์มนิดหน่อย เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้รู้จักกับน้องผู้ชาย ชื่อเล่นว่า”จิ๋ว” ผมก็แนะนำตัวเพื่อสร้างความเป็นกันเอง  วิชาที่น้องจิ๋วจะให้ผมสอน คือวิชาสังคม เอาละวา จบวิดวะ สามัญคือยาขม แต่วันนี้ต้องมาสอนสังคม ยังดีที่เป็นชั้น มัธยม1 คงพอได้แหละน่า ผมปลอบตัวเองทำใจดีสู้เสือ ว่าแล้วน้องจิ๋วก็เดินนำผมลิ่วๆ ยังกะมองเห็นไปยังโต๊ะที่จะเป็นที่สอน โดยมีหนังสือตำราวางอยู่บนโต๊ะนั้นเรียบร้อยแล้ว เรื่องสอนก็คงงั้นๆแหละครับ เอาเป็นว่าผมก็ตั้งใจสอนเต็มที่ ให้สมกับความที่ได้ตั้งใจมานาน น้องเขาก็ดูจะแฮปปี้กับการสอนของผมอยู่บ้าง

     แต่เรื่องน่าสนใจที่ผมอยากจะนำมาเล่า กลับเป็นเรื่องที่ปกติเราๆท่านๆจะไม่ค่อยได้สัมผัสมากกว่า ก็คือเรื่องราวชีวิตของผู้พิการตาบอด ด้วยนิสัยช่างซักอย่างผม นอกจากจะสอนกันตามตำราแล้ว ผมกับน้องก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเยอะทีเดียว เริ่มจากที่ผมรู้สึกได้ว่า การที่คนตาบอดนี่ จริงๆแล้วความสามารถหรือความคิดจิตใจเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าคนตาดีๆอย่างเราๆเลย ตัวอย่างง่ายๆเรื่องการพึ่งตนเอง ผมกลับเห็นว่าน้องจิ๋วนี่ ช่วยเหลือตนเองได้ดีจนแทบจะไม่ได้เป็นภาระของใครเลย เดินทางด้วยตัวเอง ขึ้นรถเมล์ ข้ามถนน เรียกง่ายๆว่าเหมือนคนปกติ เพียงแต่ไม่สามรถมีประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นเป็นภาพได้เท่านั้นเอง  ธรรมชาติคงได้ช่วยชดเชยบางสิ่งที่หายไปให้กับน้องจิ๋วได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กำลังใจ” ที่บางวัน คนตาดีๆมีสติปัญญาสมบูรณ์อย่างผมเอง ดูเหมือนว่าจะขาดหายไปเอาดื้อๆซะงั้น

    ครับ น้องเขาเพิ่งไปได้เหรียญทองแดง จากการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำ ของเยาวชนผู้พิการจากทั่วโลก มาหมาดๆที่โคโรลาโด สหรัฐอเมริกา  แถมยังสามารถเล่นเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก เสียดายที่วันนั้นไม่ได้มีโอกาสได้ฟังฝีมือของน้องเขา นับว่าไม่ธรรมดาเลย สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเกิดมาตาบอดแต่กำเนิด ในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ออกจะยากจนซะด้วยซ้ำ แถมกว่าผู้เป็นแม่จะรู้ว่า มีมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือผู้พิการตาบอด ก็เล่นปล่อยให้น้องเขาต้องนั่งๆนอนๆ มีสภาพไม่ต่างอะไรจากคนปัญญาอ่อน มาเป็นเวลาถึงสิบปี จนน้องเขาได้มาเริ่มเรียนอนุบาลเอาตอนอายุสิบขวบเข้าไปแล้ว นี่เป็นเหตุผลว่าตอนนี้น้องจิ๋วก็อายุได้สิบแปดปีแล้วละครับ แต่แปดปีหลังนี้ ดูเหมือนจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่น้องจิ๋วได้เกิดใหม่เลยทีเดียว ที่บอกว่าคนเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ก็เห็นจะไม่เกินจริงเลย และคำว่า “ศักยภาพ” ก็วันนี้เองที่ทำให้ผมเข้าใจถึงความหมายของคำๆนี้ ได้อย่างแจ่มแจ้งมากกว่าที่ผ่านมา

  นอกจากน้องจิ๋วแล้ว ผมยังได้มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนๆน้องจิ๋วอีกสองคน คือ น้องอ้นและน้องเดี่ยว น้องอ้นนี่ก็กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่สอง ที่สามเสนวิทยาลัย โทรมาหาจิ๋ว เพื่อจะถามว่าผมพอจะช่วยสอนเรื่องวิชาแผนธุรกิจได้หรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าได้ แต่บังเอิญว่าตอนที่อ้นมาถึง เอกสารที่ฝากเพื่อนเอาไว้ซึ่งก็คือเดี่ยว ดันหาไม่เจอ ก็เลยอดให้ผมสอนไปอย่างน่าเสียดาย เพราะอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากแถวจรัญนู่น แต่ก็ได้นั่งคุยกันเพลินๆ ผมก็ถามเรื่องราวทั่วๆไป เช่น  มีแฟนหรือยัง จีบสาวยังไง เดี่ยวก็บอกว่าผมมีแฟนมาห้าปีแล้ว วิธีเลือกของผมจะไม่เหมือนคนตาบอดอื่นๆ คือส่วนใหญ่จะเน้นที่เสียงต้องเพราะ คล้ายกับคนตาดีต้องเลือกคนสวยนั่นแหละครับ แต่นี่บังเอิญมองไม่เห็น ก็เลยเลือกเอาเสียงสวยไว้ก่อน เดี่ยวบอกว่า ผมเลือกที่นิสัย ต้องนิสัยที่ไม่เหมือนกับเขา คือต้องมีความแตกต่างจากเขาเช่นเขาใจร้อน แฟนเขาต้องใจเย็นเป็นต้น ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่า น้องเหล่านี้ก็มีสุขภาพจิตที่ดีมากกันทุกคน คุยกันไปหยอกล้อหัวเราะเฮฮากันไป แถมหน้าตาก็บ่งบอกถึงความสุขอย่างเปิดเผย

     ผิดกับคนที่มีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง เช่นเราๆท่านๆ ที่จะยิ้มหรือหัวเราะได้แต่ละครั้งมันช่างยากเย็น แถมโลกที่เรามองเห็นด้วยตา บางทีดูเหมือนว่ามันจะไม่สวยงามเท่ากับโลก ที่น้องๆตาบอดสามคนนี้ สัมผัสได้ด้วยใจบริสุทธิ์ของพวกเขาเอง

  

November 10, 2008 - Posted by | Uncategorized

2 Comments »

  1. ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอทายว่า กอล์ฟไม่ต้องใส่แว่น

    Comment by mark | November 10, 2008 | Reply

  2. สนุกดี ว่างๆไปด้วย

    Comment by kai | November 11, 2008 | Reply


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: