Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

คนโลภมาก

    วันก่อนนั่งคุยกับเพื่อนเรื่องความสนใจในธรรมะของเพื่อนอีกคนนึง เรียกง่ายๆว่านินทาเขานั่นเอง เพื่อนที่ผมคุยด้วยซึ่งค่อนข้างจะเน้นความสุขทางโลกเป็นหลัก ต่างจากผมซึ่งโลภมากกว่า ขอหมดเลยทั้งทางโลกทางธรรม อย่างไหนใครว่าดีก็ขอแจม เงื่อนไขง่ายๆคือต้องไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น จริงๆก็ปรับสภาพไปตามสิ่งแวดล้อมนะครับ คนแต่งงานแล้ว จะให้ไปเน้นความสุขทางโลกอย่างเดียวก็กระไรอยู่ ประเดี๋ยวจะมีปัญหากับคนใกล้ตัว เรื่องกิ๊กๆกั๊กๆที่ชาวบ้านเขามีกันนี่ ผมเลยได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ บอกแล้วไงครับว่าเน้นสุขแบบไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น

   กลับมาเข้าเรื่อง คือบังเอิญว่าจะมีการต้องไปจับฉลาก เพื่อเข้าปฎิบัติธรรม ณ.สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง เพื่อนผมคนที่สนใจทางนี้ ก็ได้นัดกับผมว่าจะไปจับฉลากด้วยกัน เพื่อนคนที่เน้นทางโลกก็คอมเม้นต์ด้วยความไม่เข้าใจว่า มันไม่มีสติกันหรืออย่างไรนะ ถึงได้วิ่งหาที่พึ่งกันขวักไขว่วุ่นวายขนาดนี้ ผมฟังแล้วก็เห็นด้วยนะครับ เพราะทุกครั้งที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ก็เมื่อเวลาที่สตินี่มันไม่ค่อยอยู่กับเนื่อกับตัวนั่นแหละครับ อย่างที่เขาบอกว่าไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรม อะไรทำนองนั้นนั่นเอง

     แค่อยากเสริมว่า ที่ผมกับเพื่อนอีกคนต้องวิ่งไขว่คว้าก็เพราะรู้ตัวว่า  นอกจากจะไม่มีสติแล้ว ยังรู้ตัวด้วยว่า ไอ้สติแบบที่ผมมีอยู่นั้น มันก็พอพึ่งพาได้เป็นบางเวลา บางทีมันก็หายไปเฉยๆ เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมกลับมา บางครั้งก็ไม่ได้หายไปไหนแต่ใช้การไม่ได้เรื่อง รังแต่จะหาเรื่องมาใส่ตัวซะอีก เรียกว่ามีปัญหาทั้งด้านคุณภาพและปริมาณนั่นเอง  พอเหลียวซ้ายแลขวาจนทั่ว ก็พบว่าคำสอนในพระพุทธศาสนานี่แหละ ที่บอกวิธีแก้ปัญหาที่ผมมีได้ทั้งสองอย่าง คือแก้ทั้งด้านปริมาณ(เจริญสติ) และคุณภาพ(สัมมาสติ)

    หลังจากเรียนรู้ทดลอง ทำบ้างไม่ทำบ้างไปตามประสาคนอ่อนหัด ก็พอจะรู้ได้ว่า ไอ้เจ้าสติที่เราคิดว่าเรามี และก็หลงพึ่งพามันมาตั้งแต่คิดว่ามีสติ ที่แท้มันก็ไอ้สติกูดีๆนี่เอง พึ่งพิงมันได้ตามแต่เราจะป้อนข้อมูลอะไรให้มัน ถ้าเราสอนมันว่าไอ้นี่เลว มันก็จะย้อนกลับมาบอกเราทุกครั้งทีหลังว่า ไอ้นี่เลว  สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่า เราเป็นคนสร้างสติเก๊ๆมาไว้ใช้งานเองนี่นา ค่าของมันก็ไม่ต่างอะไรจากความนึกคิดปรุงแต่ง ตามแต่ว่าเราจะเคยป้อนข้อมูลเงื่อนไขอะไรไว้ให้มันมาก่อน มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ได้ทำให้เรารู้เห็นอะไรตามความเป็นจริงได้เลย เป็นแค่การสังเคราะห์ข้อมูลเก่าๆจริงบ้างไม่จริงบ้าง เพื่อก่อให้เกิดข้อมูลใหม่ๆที่จริงบ้างไม่จริงบ้างอีกนั่นแหละ ไว้คอยให้เราดึงมาใช้ตามบุญตามกรรม

       เลยเป็นที่มาของการต้องวิ่งโร่ไปหาบุคคล ที่เราพอจะเชื่อว่าได้ลองปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จนพัฒนาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของสติ จนสามารถรู้และเห็นอะไรๆตามความเป็นจริงได้มากกว่าเรา เพราะเมื่อรู้เห็นอะไรตามจริง ก็ย่อมถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้หลงและถูกหลอกอย่างเราๆ เมื่อไม่หลงก็คงจะไม่ได้ยึดถือมั่นหมายอะไรจนเกินความจำเป็น และก็น่าจะเป็นคนที่มีปริมาณความสุขมากกว่าเราๆในที่สุด ก็บอกแล้วว่าผมเป็นพวกสุขนิยม ให้ไปทำอะไรแล้วไม่ได้ผลเป้นความสุขแล้วละก็ ไม่รู้จะไปทำหาพระแสงอะไร เพียงแต่นิยามของคำว่า”ความสุข” ของแต่ละคนก็คงต่างๆกันไป ผมก็แค่เชื่อว่า ถ้าเราสามารถรู้เห็นอะไรตามความเป็นจริงได้แล้วละก็ เราน่าจะพบกับความสุขจริงๆซะที ไม่ใช่สุบแบบทุกข์บ้างสุขบ้างอย่างทุกวันนี้

      บอกแล้ว(หลายครั้ง)ไงครับ ว่าผมโลภมาก

 

Posted by email from gof’s posterous

December 2, 2008 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: