Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

ผมกับพ่อ

     ต้องยอมรับว่าเรื่องราวที่เขียนนี้ บรรยากาศพาไปโดยแท้ บรรยากาศวันพ่อนั่นเอง จริงๆแล้วผมก็พยายามจะเป็นลูกที่ดีทุกๆวันอยู่แล้ว(โปรดสังเกตุคำว่า ‘พยายาม’)    ฉะนั้นเมื่อถึงวันเทศกาลของผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นวันพ่อหรือวันแม่ก็ตาม ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องปฏิบัติตัวให้พิเศษไปกว่าเดิมแต่อย่างใด

     เนื่องจากเป็นคนชอบอ่าน เพราะฉะนั้นเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อพ่อและแม่ ก็ค่อนข้างจะซึมซับอยู่ในสายเลือดบ้าง รวมกับการฝึกหัดมีสติอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าผมจะเผชิญกับงานหรือเหตุการณ์ใดๆอยู่ เมื่อเห็นเบอร์โทรที่ปรากฎเป็นของพ่อหรือแม่ ผมก็จะพยายามรับสายให้ได้ แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นการโทรมาถามไถ่ตามปกติ ประเภท “อยู่ไหน ” “ทานข้าวหรือยัง” โดยเฉพาะพ่อของผม ซึ่งค่อนข้างจะอารมณ์ศิลปินเป็นพิเศษ ทุกๆวันจะต้องโทรมาถามไถ่แบบนี้ หนหรือสองหนต่อวันเป็นประจำ และถ้าผมไม่ได้สติหลุดลอยไปกับเรื่องราวต่างๆมากนัก ก็มักจะเตือนตัวเองให้เป็นฝ่ายโทรหาก่อน เรียกว่าชิงความได้เปรียบ ซึ่งก็ค่อนข้างจะแพ้พ่อผม เพราะพอเผลอๆ พ่อก็จะโทรมาหาเรา ก่อนที่เราจะนึกถึงว่าจะต้องโทรหาทุกครั้งไป

    ชีวิตที่ผ่านมา ผมกับพ่อก็มีทะเลาะถกเถียงกันมาบ้าง หนักบ้างเบาบ้าง ตามปริมาณสติที่ขาดหายไปของผมในช่วงขณะนั้นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผมนี่แหละที่เป็นฝ่ายหาเรื่อง ด้วยความที่เราไม่เข้าใจในนิสัยส่วนตัวบางอย่างของพ่อ คือตอนเด็กๆผมค่อนข้างจะมีมุมมองต่อโลกเป็นเส้นตรง รู้สึกว่าเราสามารถที่จะบังคับตัวเรา ให้เป็นไปตามใจต้องการได้ เลยพาลไปไม่เข้าใจพ่อ ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเรา ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากกว่า ก็อาจที่จะเห็นความไร้สาระของโลกใบนี้มากกว่าเราไปด้วย  ไอ้เราประเภทชีวิตนี้เต็มไปด้วยสาระ ความมุ่งมั่นบ้าๆบอๆของเรา ที่เราสร้างมันขึ้นมาจากความรู้งูๆปลาๆ  เหมือนกบในกะลา แต่ก็จดจำได้ในทุกครั้งที่มีการโต้เถียงกันว่า พ่อมักจะมีประโยคเด็ดปิดท้ายทำนองว่า “ช่างมันเถอะ เดี๋ยวลูกก็จะเข้าใจเอง” 

    แปลกแต่จริง นับวันที่ผมเติบโตขึ้น ผมก็ได้เข้าใจพ่อมากขึ้นจริงๆ เข้าใจแล้วว่า คนแต่ละคนต่างก็มีปฏิกิริยาต่อโลกใบนี้ไม่เหมือนกัน ราวกับว่าโลกของแต่ละคนนั้น มันเป็นคนละโลกเดียวกัน

    ถ้าวัดมาตรฐานทางโลก พ่อของผม ก็อาจจะไม่ได้เป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในทางวัตถุเท่าไรนัก เรียกว่าถ้ามีผู้ท้าชิงทางด้านวัตถุ พ่อผมก็อาจจะไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะ  แต่ถ้าวัดมาตรฐานทางด้านจิตใจหรือทางธรรมแล้วละก็ กินพ่อผมยากนะจะบอกให้ ชีวิตข้าราชการที่มีผลประโยชน์มากมายหากไขว่าคว้า กระทรวงที่ทำอยู่ก็มีหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆมากมาย หากมาตรฐานทางจิตใจไม่สูงพอ คงไม่สามารถผ่านร้อนผ่านหนาว มาอย่างขาวบริสุทธิ์แบบที่พ่อเป็นได้ รู้ทั้งรู้ว่าเงินทองนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่คนจิตใจอย่างพ่อ ให้ผมนึกอย่างไร ก็ไม่สามารถจินตนาการได้ ว่าพ่อผมจะไปทำทุจริตชนิดใดๆได้เลย 

   พ่อทำให้ผมเชื่อในคำพูดที่ว่า “คนที่เป็นคนดีนั้น จะรู้สึกว่าการทำดีง่ายกว่าทำชั่ว”  และบุญกุศลของการเป็นคนดีของพ่อนั้นเอง ก็ได้คุ้มครองพ่อให้ผมได้ประจักษ์กับตา เมื่อคราวที่พ่อประสบอุบัติเหตุ หกล้มหัวฟาดเส้นเลือดในสมองแตก ต้องทำการผ่าตัดสมอง      ซึ่งทั้งก่อนและหลังผ่าตัด ไม่มีใครเชื่อว่าพ่อจะสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้

   แต่เพียงแค่ไม่ถึงห้าเดือนหลังการผ่าตัด พ่อก็กลับมาเดินและพูดได้เกือบเป็นปกติ นับว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์โดยแท้ พ่อทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่า กรรมนั่นแหละจะเป็นที่พึ่งของผู้ทำกรรมนั้น ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม หาใช่วัตถุเงินตราที่เพียรหาสะสมมาทั้งชีวิต หากไม่ได้เป็นผลจากกรรมดีแล้ว ก็ยากที่จะพึ่งพาอาศัยสิ่งนอกกายเหล่านั้น ได้อย่างสงบสุขอย่างแท้จริงได้เลย

 

 

 

 

December 6, 2008 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: