Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

เมียกับหมา(ภาคต่อ)

 

         ทุกๆสังคมย่อมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันนี้ก็คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยของเรา ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวินาทีนี้ก็ยังดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นยังหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แม้กระทั่งเราทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ จะได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว ผมก็เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงก็คงจะดำเนินไปตามหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์

       ที่เกริ่นมารู้สึกว่าจะออกแนวปรัชญาและการเมืองจ๋า คงสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรหนอกับเมียและหมาตามชื่อเรื่อง คือผมพยายามจะบอกว่าแม้แต่สังคมหมาหน้าบ้านที่เคยเล่าให้ฟัง ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงไม่แพ้สังคมมหภาคขนาดใหญ่อย่างสังคมไทยเลยทีเดียว

     ความเดิมครั้งก่อน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้าฝูงหมาหน้าบ้านผมก็คือ การที่มันผลิตสมาชิกใหม่ออกมาครอกหนึ่ง 7-8 ตัว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลใจปนห่วงใยแก่เหล่าผู้มีอุปการะคุณในละแวกบ้านสามสี่หลังในบริเวณนี้ คงไม่ต้องบอกอีกครั้งนะครับว่ามนุษย์คนไหน ที่มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมากถึงมากที่สุด

     ถุถุถุ ถูกต้องนะคร้าบบบบบ

     ก็เมียจอมยุ่งของผมนั่นเอง คงไม่ต้องเล่าให้ฟังนะครับ ว่าหล่อนได้ลงแรงกายและกำลังทรัพย์(จากสามี) ไปเท่าไร ถ้าจำไม่ได้ก็ต้องลองไปอ่านบล็อกภาคแรกกันนะครับ

    กาลเวลาผ่านไปจนมาถึงเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เมียเจ้ากรรมของผมก็ดันได้ไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้   คือความแปลกไม่ได้อยู่ที่ตัวเหตุการณ์หรอกครับ แต่อยู่ที่ ทำไม๊ ทำไม ภรรยาผม ซึ่งปกติร้อยวันพันปี จะหมกตัวอยู่ในบ้าน อ้างว่าทำงานบ้าง ทำวิทยานิพนธ์บ้าง แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ชีวิตอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงซะมากกว่า

     แต่ปาฏิหาริย์ของฝูงหมาวาสนาดีหน้าบ้านผมคงจะมีจริง ก็ให้บังเอิญว่าวันนั้น วันที่ภรรยาผมได้โผล่ร่างออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อที่จะไปทำภาระกิจอะไรบางอย่าง ก็ได้เกิดจ๊ะเอ๋เข้ากับรถหกล้อสีเขียวคาดขาวขนาดย่อม ขับปราดมาจอดบริเวณหน้าบ้าน หลังจากใช้เวลาตั้งสติสักครู่ เมียผมก็ถึงบางอ้อว่า มีผู้ปรารถนาดีแถวบ้าน ได้แจ้ง กทม ให้มาจัดการอัปเปหิเจ้าฝูงหมาเหล่านี้ ออกไปให้พ้นหูพ้นตา  ผมจะไม่ขอออกความเห็นนะครับว่า ใครผิดใครถูก ใครใจร้ายใครใจดี เพราะผมเคารพในสิทธิ์ของเพื่อนบ้าน ที่มีสิทธิ์ที่จะทำอะไกได้ ตราบใดที่เขาคิว่ามันเป็นการแก้ปัญหาของเขาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือทำให้ใครเดือดร้อน

     แต่มันดันมีคนเดือดร้อนนะสิครับ แล้วคนๆนั้นดันมาเป็นเมียผมอีกต่างหาก เมื่อเมียผมเดือดร้อน แล้วคิดหรือว่าสามีของเธอจะลอยตัวอยู่ได้ ขั้นแรกก็เริ่มจากการปลอบประโลมเตือนสติต่างๆนาๆว่า สัตว์โลกก็เป็นไปตามกรรมแหละเธอ เราไม่ได้เป็นคนเรียก กทม มาซะหน่อย มันเป็นสิทธิ์ของเขา และเราก็ได้เลี้ยงเจ้าหมาเหล่านี้อย่างถูกกฎหมายซะหน่อย บลาๆๆๆ 

   สารพัดเหตุผลที่ผมจะยกมาอ้างให้เมียผมทำใจกับเหตุการณ์เหล่านี้ อย่างน้อยก็ให้ไม่ไปโกรธเพื่อนบ้านท่านนั้นเป็นใช้ได้ ประมาณว่า คนเราต่างจิตต่างใจ อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมียผมเขาจะคิดเหมือนผมหรือเปล่านะครับ แต่ไอ้สเต็ปต่อมานี่สิ งานเข้าของจริง พอหลังจากที่เริ่มจะทำใจได้  เข้าทำนอง สติมาปัญญามี เมียผมคงรู้ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไป เราคงย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เรากำหนดอนาคตได้ คงพอเดาได้นะครับว่าสมองน้อยๆแต่รอยหยักเยอะของเมียผมกำลังคิดอะไรอยู่

    ถุถุถุถุ ถูกต้องนะคร้าบบบบบ

  หลังจากตะลึงอยู่สองนาที จากการเผชิญหน้ากับ Dogs Buster  เมียผมก็เปิดประตูบ้านพร้อมกับความพยายามที่จะต้อนเจ้าหมาเหล่านั้น เข้ามาหลบภัยชั่วคราว เรียกว่าเกิดเหตุการณ์แย่งชิงหมาจรจัดขึ้นเล็กๆ ที่หน้าบ้านของเรา โดยมีเมียผมและเจ้าหน้าที่ กทม เป็นผู้เข้าแข่งขัน  แต่ยกแรกนี้เมียผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เนื่องจากเจ้าหมาเหล่านั้น มันก็ไม่ได้มีสติอะไรมากมาย พอเห็นเจ้าหน้าที่ กทม กับ บ่วงกระสอบอันเขื่องในมือ มันก็ใส่เกียร์หมากระจายกันไปแทบไม่รู้เหนือใต้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จสักเท่าไร เพราะพอหลังจากฝุ่นที่ตลบเริ่มจางลง ก็สอบถามได้ความว่า เจ้าฝูงประจำหน้าบ้านผม พลาดท่าเสียทีไปเพียงตัวเดียว นอกนั้นก็เข้ารกเข้าป่ากบดาน จนเห็นว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ก็ออกมาประจำการที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ที่เล่ามานั้นแค่ยกแรกครับ  หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปสองสามวัน จะด้วยความผูกพันหรืออะไรก็ตามแต่ทำเอาเมียผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะทุกวันที่ขับรถเข้าบ้านหรือทุกคืนที่ออกไปให้ข้าวให้น้ำ ก็เห็นภาพบาดใจว่า เจ้าฝูงเดิมนี้มันดูหงอยๆไงพิกล และก็สรุปเอาเองว่าคงเป็นเพราะเจ้าตัวที่โดนจับไปนั้นมันดันเป็น”ตัวแม่”นั่นเอง คือเป็นแม่ของเจ้าพวกที่เหลืออยู่จริงๆนะครับ ไม่ได้เล่นสำนวนโน้สอุดมอะไรกับเขาหรอก

    สมองน้อยๆมากรอยหยักของเมียผมก็เริ่มทำงานอีกครั้ง คราวนี้บอกเลยแล้วกัน ขี้เกียจให้ทายแล้ว เพราะว่าทายยังไงก็ถูกอยู่ดี  ของหายก็ต้องทวงคืนสิครับ ปั๊ดโธ่!

    หลังจากไม่ประสบความสำเร็จจากการคะยั้นคะยอให้ผมเป็นธุระจัดการในการไปกู้เจ้าแม่หมากลับคืนถิ่น เมียผมก็ไม่ง้อ ประมาณสวยเลือกได้อะไรทำนองนั้น ก็ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้ใจดีของเธอ เข้าไปโพสต์กระทู้ขอความรู้ในการนำหมาที่ถูกจับไปคืนมา ก็ปรากฎว่ามีคนใจดีที่รักสัตว์ได้เข้ามาให้ความกระจ่างกันไม่น้อย ก็ขอขอบคุณมา ณ.ที่นี้ด้วยนะครับ ที่ช่วยทำให้ผมไม่ต้องออกแรงเท่าไร พูดเล่นนะครับ ขอบคุณในความกรุณาและรู้สึกดีที่สังคมทุกวันนี้ ก็ยังมีความห่วงใยช่วยเหลือกันแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

    เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็เหลือแต่ขั้นตอนการปฎิบัติการณ์ ประมาณว่า planning แล้วก็ต้อง acting ด้วยจึงจะสำเร็จ แต่จากประสบการณ์คราวก่อนก็ได้ทำให้เมียผมจัดการอะไรๆในคราวนี้ได้อย่างเรียบร้อย แค่รบกวนพ่อตาผมเป็นเพื่อนเดินทางไปยังสถานกักกันสุนัขที่แถวๆประเวศ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์แผนที่มาจากคนใจดีที่มาตอบกระทู้นั่นแหละครับ เมื่อไปถึงแล้วก็เหลือแต่บอกข้อมูลของเจ้าหมาว่ารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ถูกจับมาเมื่อไรที่ไหน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ที่ศุนย์ฯ

           ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นคงไม่ต้องการที่จะเห็นหมาจรจัดต้องมาตกระกำลำบากที่ศูนย์ฯสักเท่าไรนัก แต่ก็ด้วยหน้าที่และงบประมาณอันจำกัด ก็ทำได้แค่หวังว่าจะมีคนใจดีมาช่วยรับเจ้าพวกนี้กลับไป แต่เคสเมียผมนี่ก็กึ่งๆนะครับ เพราะก็ไม่ได้รับกลับมาเลี้ยงตามกฎหมายเท่าไร แต่ก็วิเคราะห์แล้วว่า ให้มันกลับมาอยู่ที่เดิม น่าจะเป็นการดีกว่า และเจ้าตัวนี้มันก็ไม่ได้จะไปเกะกะระรานใคร อย่างมากก็แค่เห่าคนแปลกหน้าเป็นครั้งคราว ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วก็เป็นพื้นที่ของหมู่บ้านส่วนบุคคล ก็คิดว่าไม่น่าจะมีใครเดือดร้อนเท่าไรกับเจ้าหมาหน้าบ้านเหล่านี้ 

       จริงๆแล้วเพื่อนบ้านคนที่แจ้งให้ กทม มาจับนั้น เหตุผลก็แค่ว่าเจ้าพวกนี้มันดันไปอึหน้าบ้านแกเท่านั้นเอง ตัวแกเองยังรำพึงว่า ไม่น่าไปแจ้ง กทม เลย เพราะมีอยู่วันหนึ่งแกได้ยินเสียงพวกนี้เห่า เลยชะโงกมาดูก็เห็นชายแปลกหน้า มาทำท่าทางแปลกๆอยู่แถวหน้าบ้าน จนแกเองยังต้องออกมาทำท่าทางประมาณให้ชายเเปลกหน้าคนนั้นรู้ตัวและรีบเดินหนีไป แต่ก็ช่างเถอะครับ เรื่องมันแล้วไปแล้ว

     กลับมาที่ศูนย์ฯอีกครั้ง พอได้เจอตัวและชี้บ่งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องต้อนจับเจ้าตัวแม่ที่ว่านี้ขึ้น pet taxi เจ้าเก่า นำกลับสู่มาตุภูมิโดยสวัสดิภาพ(แต่มีการอ้วกเล็กน้อย หมาอ้วกนะครับ ไม่ใช่เมียผม คงเมารถนะครับ แหม หมานะมันเคยนั่งรถซะที่ไหนกัน)

      แต่เมียผมกลับมาเล่าให้ฟังว่า สภาพที่ศูนย์ฯก็ไม่ได้จะเลวร้ายอะไรมากมายนัก แถมมีน้องหมาน่ารักๆ สุขภาพจิตดีมาคลอเคลียประมาณว่า รับผมกลับไปหน่อยนะ รับผมกลับไปนะครับ อะไรประมาณนี้ ไอ้เจ้าตัวแม่ที่ไปรับกลับมานี่สิ ออกจะเอ๋อๆแบบจะเอาตรูไปไหนอีกฟระเนี่ย ทำท่าไม่อยากจะกลับซะงั้น

     ยังไงก็ฝากบอกถึงคนใจดีรักสัตว์ทั้งหลายนะครับ ที่กำลังคิดจะหาหมามาเลี้ยง ลองแวะไปดูที่ศูนย์ฯนะครับ รายละเอียดตามลิงค์ข้างล่างนี้


 
http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J7487955/J7487955.html#5
 

  แหะๆ จบแล้วครับ ยาวไปหน่อยเพราะมีผู้อ่านบางท่านมาแซวว่าหมู่นี้ บล็อกผมมันชักจะสั้นลงๆ เอาเป็นว่าเน้นคุณภาพก็แล้วกันนะครับ ขำๆ

 

 

 

February 6, 2009 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: