Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

ขอเชิญชวนกันมาเห็นแก่ตัวเพื่อชาติ

    คืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน เสื้อสีดำ เมืองพัทยาและโรงแรมรอยัลคลิฟบีช
 
    ดูจะเป็นองค์ประกอบที่หลายๆคนคงนึกว่าผมได้มีส่วนร่วมกับกระบวนการรักชาติและประชาธิปไตย อย่างที่มีคนใส่เสื้อหลายๆสีออกมาประกาศอุดมการณ์กันอยู่ในขณะนี้
 
   แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นแค่องค์ประกอบ ที่ผมเลือกในการเที่ยวเล่นพักผ่อน สำหรับคืนวันศุกร์หลังเลิกงาน เพียงเท่านั้นจริงๆนะครับ
 
 
   ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยมีใครคิดจะเลือก ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่สักเท่าไร เหตุผลก็เพราะข่าวสารที่ออกมา ล้วนทำให้ทุกคนหวาดวิตกกันไปตามๆกัน ลองมาดูว่าทำไมผมถึงเลือกอย่างที่ได้กล่าวมาและผลทีได้รับ ออกมาเป็นเช่นไรกันนะครับ
 
 
  1.คืนวันศุกร์ที่ 10 เมษา: ทำไมต้องเป็นวันนี้ อ้าว!ก็ปกติวันศุกร์ มันก็เป็นวันที่ผมต้องนัดเพื่อนแถวๆศรีราชาไปหาอะไรสบายๆทำ เพื่อเป็นการพักผ่อนหลังจากการทำงานมาทั้งอาทิตย์นะสิครับ Work Life Balance ทำนองนั้น สรุปว่าก็ไม่ได้ผิดไปจากชีวิตคนทำงานทั่วๆไปกันใช่ไหมครับ
 
 2.เสื้อสีดำ: ทำไมนะหรือ ก็เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่โรงงานผมได้นัดกันทำ Big Clean กันนะสิ หรือพูดง่ายๆว่า ทำการสะสางครั้งใหญ่ ตามโปรแกรม 5ส เพื่อที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อผลพลอยได้คือการได้รับการรับรอง ISO14000 ในที่สุด  แล้วเสื้อสีอะไรมันจะไปเหมาะกับการเสี่ยงต่อการเลอะเทอะไปกว่าสีดำละครับ
 
 3.เมืองพัทยา : แหม ก็นัดกันทานข้าวที่ศรีราชากันมาจนเบื่อแล้ว ก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างสิ ศุกร์ส่งท้ายก่อนเทศกาลสงกรานต์กันทั้งที ขอหน่อยเหอะ นะๆ
 
 4.โรงแรมรอยัลคลิฟบีช : คือบังเอิญในวันนี้ ผมกับเพื่อนเรื่องมากเป็นพิเศษ อย่างที่บอกไว้ว่าตั้งใจที่จะลองอะไรใหม่ๆบ้าง เลยตกลงใจกันว่า วันนี้เราจะไม่ไปที่เดิมๆที่เคยไปกันมาแล้ว หลังจากขับรถวนไปมาก็บังเอิญเส้นทางที่เราเลือกลองผิดลองถูก ได้นำพาเราไปผ่านหน้าโรงแรมรอยัลคลิฟบีช อย่างไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ แถมไม่ได้ผ่านกันรอบเดียวนะครับ แหม ก็คนมันจะหาที่กินข้าว ก็ต้องมีการกลับรถวนไปมา เลือกร้านกันสักหน่อยนะสิคร้าบ
 
   ทั้งหมดนั้นก็คือเหตุผลของการเลือกองค์ประกอบดังที่ได้กล่าวไว้ ส่วนผลที่ได้นะรึ ก็ลองมาดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไร
 
    เริ่มจากเส้นทางศรีราชามุ่งหน้าพัทยา ก็ไปเรื่อยๆสบายๆนะครับ ดูรถก็ทำท่าจะเยอะเป็นพิเศษตามปกติของคืนวันศุกร์ พอเริ่มเข้าเขตอำเภอบางละมุง ก็เริ่มต้องชะลอเพราะเจอกับด่านตรวจ
 
      เอาละสิครับ ทำไงดีละ! 
 
     ก็ขับไปเรื่อยๆต่อไปสิครับ จะให้ทำไงละเพ่!
 
 
   ก็ผ่านกันไปได้ด้วยดี ผมรำพึงกับเพื่อนว่า สงสัยเขาคงจะเข้มงวดกับพวกรถที่บรรทุกผู้โดยสารกันมาเยอะๆ หรือไม่ก็ประเภทที่ส่องไฟฉายเข้าไปในรถ แล้วแดงเถือกกันทั้งคันอะไรทำนองนั้นน่ะ
   พูดไม่ยังทันขาดคำ เหลือบมองข้างทาง ก็เห็นรถบัสจอดอยู่สองสามคัน เลยไปหน่อยก็เจอกระบะพร้อมกับคนชอบสีแดงสี่ห้าคน ยืนทำท่าหงุดหงิดกันอยู่ข้างๆรถ
 
   ถ้ารถผมกับเพื่อนจะผิดระเบียบ ก็คงเป็นที่ป้ายทะเบียนละนะ เพราะรถเพื่อนผมนะ มันป้ายแดงครับพี่น้อง!
 
 
  ผ่านด่านแรกมาก็เข้าสู่ตัวเมืองพัทยา หลังจากวนเวียนอยู่แถวพัทยากลางกันสักพัก ก็ไม่พบร้านถูกใจ ผมก็เลยแนะนำว่าตรงแถวๆเชิงเขาพระตำหนัก มีร้านที่ค่อนข้างจะน่าสนใจอยู่หนึ่งร้าน ว่าแล้วก็ลองขับมุ่งหน้าไปตามที่ตั้งใจ ไม่ได้คิดเลยนะครับว่ามันเป็นทิศทางเดียวกับโรงแรมรอยัลคลิฟเจ้าปัญหาอะไรนั่น เพราะไม่ได้ตั้งใจจะไปที่โรงแรมนั้นอยู่แล้ว
 
   พอไปถึงที่หมายอย่างราบรื่น จอดรถปุ๊ปเด็กโบกรถก็เดินมาบอกว่าร้านปิดครับ เพราะเจ้าของไปทำบุญ อ้าว แล้วกัน ทำไงดีละเนี่ย
 
  ผมเลยบอกว่าย้อนกลับไปทางพัทยาเหนือไหม มีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง ก็พอใช้ได้ เสียอย่างเดียวว่าผมเคยไปทานมาแล้ว
 
  เพื่อนยืนยันว่า “ไม่” อย่างหนักแน่น เพราะจะขัดกับอุดมการณ์ในวันนี้ของเรา ที่จะไม่ยอมไปในที่ที่เราเคยไปกันมาแล้ว
   
   ยอมได้ที่ไหนกันละครับ เรื่องจุดยืน ใครๆเขาก็มีสีมีอุดมการณ์กันทั้งนั้น แล้วทำไมผมกับเพื่อนจะมีบ้างไม่ได้ ใช่ไหมครับ พี่น้อออองงเอ๊ยยยยยยยยย!
 
   เพื่อนเจ้าปัญหาเอ๊ยปัญญา ก็เลยเสนอไอเดียร้านใหม่ คราวนี้อยู่บนเขาพระตำหนัก เลยเป็นที่มาของการขับผ่านโรงแรมที่ว่า ที่เป็นที่ประชุมผู้นำอาเซียนโดยมิได้รับมอบหมาย
 
   บริเวณด้านหน้าก็เกลื่อนไปด้วยถุงและขวดน้ำพลาสติก มีทหารยืนอยู่จับกลุ่มกันอยู่  ผมก็บ่นกับเพื่อนว่า ทำไมโรงแรมเขาไม่ให้เจ้าหน้าที่ออกมาเก็บขยะกันนะ เสียภาพลักษณ์โรงแรมหกดาวหมดเลย ลืมนึกไปว่า ภาพทหารที่ยืนกันขวักไขว่ นั้นก็แสดงให้เห็นถึงความไม่ปกติของสถานการณ์สักเท่าไร โรงแรมเขาคงไม่อยากจะต้องมารับผิดชอบกับชีวิตพนักงาน เพื่อแลกกับการให้ออกมาเก็บขยะ ณ.บริเวณที่ดูเหมือนจะผ่านการปะทะกันมาหมาดๆหรอกนะ   ภาพลักษณ์กับชีวิต คงไม่ต้องเปลืองสมองคำนวณกันนะครับว่าจะเลือกอะไร
 
   แต่ผมกับเพื่อนนี่สิ ดูเหมือนว่าจะเห็นอุดมกิน เอ๊ย อุดมการณ์สำคัญกว่าชีวิตกระมัง เลยดั้นด้นขับวนไปเวียนมาผ่านหน้าโรงแรมเขาเฉยเลย ก็มันยังหาร้านไม่เจอนี่คร้าบบ ปั๊ดโธ่ ทำไงได้ละ!
 
  ในที่สุด ผมกับเพื่อนก็ประสบความสำเร็จ หาซอยทางเข้าร้านที่ว่านั้นเจอในที่สุด เอ แต่ทำไมวิวทิวทัศน์สองข้างทางมันแปลกตาไป รถบัสและทหารในเครื่องแบบ เรียงรายเต็มสองข้างทางไปหมดเลย ปกติจะเต็มไปด้วยฝรั่งนักท่องเทียว แต่วันนี้มีทหารมาแจม นักท่องเที่ยวก็ดูเหมือนจะใช้ชีวิตกันตามปกติ เดินออกมาโบกรถสองแถวกันเหยงๆ  คือไอ้ผมกับเพื่อนนี่ก็ดูจะไม่ค่อยสนใจอะไรกันเท่าไรแล้ว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เห็นนะสิครับ ดูจะยิ่งกว่าซะอีก คงประมาณว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว see pattaya and die ก็ดูจะไม่เสียชาติเกิด น่าภูมิใจแทน ททท ซะจริงๆเลย
 
 รวบรัดตัดความมาตอนที่เสร็จจากการกินแล้ว ผมกับเพื่อนก็ขอวนผ่านหน้าที่ประชุมเขาอีกรอบ ประมาณว่าตรวจความเรียบร้อยซะหน่อย พอวนผ่านลงไปบริเวณแหลมบาลีไฮ ซึ่งเราตั้งใจว่าจะไปจอดรถแถวๆนั้น เพื่อที่จะเดินสำรวจตลาดนักท่องเที่ยวบริเวณ walking street กันสักหน่อย ก็เจอกับฝูงชนกลุ่มเล็กๆพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง  บริเวณสามแยกที่จะย้อนออกไปทางเขาพระตำหนัก
 
  เพื่อนผมก็สายตาไวเหลือเชื่อ  เอ่ยขึ้นมาว่า “นี่ถ้าเรานึกบ้าๆ ขับรถพุ่งเข้าใส่พี่สุเทพ คงจะดังพิลึกกันเลยนะ”
 
 สมองผมยังไม่ทันจะโปรเซสว่าสุเทพไหนวะ ก็เหลือบมองตรงไปด้านหน้ารถ ท่ามกลางกลุ่มคนดังกล่าว คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กำลังยืนเด่นเป็นสง่าเหมือนเดือนที่ถูกล้อมด้วยดาว อย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ ขอเสริมอีกนิดว่า เรามาทราบกันตอนเช้าอีกว่า ในหมู่ดาวล้อมเดือนที่ว่านั้น ก็มีคุณพี่เนวิน ชิดชอบยืนอยู่ด้วย โอ้พระเจ้าจอร์ช โชคดีที่ผมไม่มีหางสีแดงนะเนี่ย!
 
 
  Lifes go on ชีวิตของผมและเพื่อนก็ดำเนินต่อไปตามปกติ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ดูคึกคักเหมือนอย่างที่เคยเห็นทุกครั้ง เวลาที่ย่างเท้าเข้าสู่ walking street
 
  เดินเล่นไปมาสักพักและนั่งพักในร้านกาแฟสักหน่อย ก็ได้เวลาอำลาสีสันของพัทยาคืนแดงเดือดอย่างที่สื่อต่างๆเขาประโคมข่าวกัน
 
 
   เขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ ก็แอบสำนึกผิดหน่อยๆนะครับ ว่าทำไมผมกับเพื่อนถึงได้เป็นคนเห็นแก่ตัวกันแบบนี้ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟอยู่รอมร่อ ทำไม๊ทำไมถึงได้ห่วงกินห่วงเที่ยวกันอยู่ได้ ทำไมไม่คิดทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองบ้าง
 
   คิด คิด คิด แล้วก็คิด
 
  ก็พบว่า เอ แล้วแบบที่ผมใช้ชีวิตในคืนนี้ตามที่เล่ามา มันทำให้ตัวเราเองเดือดร้อนไหมนะ  อืม  ก็ไม่นี่นา เงินที่เราใช้จ่ายไปสำหรับคืนนี้เฉลี่ยสองคนก็ประมาณหลักร้อย คงไม่ทำให้ตัวผมและเพื่อนเดือดร้อนแน่ๆ แล้วเสียเวลาหละ ก็คงไม่อีก เพราะเราได้ทำงานตามหน้าที่กันมาทั้งสัปดาห์แล้วนี่นา
 
   แล้วมีใครเดือดร้อนอีกบ้างที่ไม่ใช่ตัวเรา อ้อ เมียผมนั่นเอง ที่เดือดร้อนโทรจิกโทรถามว่าเมื่อไรจะกลับด้วยความเป็นห่วง ก็คงเท่านั้นนะ คนอื่นๆที่เหลือก็น่าจะดีใจเสียอีก ที่มีการกระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามหลัการทุนนิยมแบบตรงประเด็น  อืม แล้วนี่จะถือว่าเป็นการช่วยชาติไหมละเนี่ย
 
 ขอสรุปเลยก็แล้วกันนะครับว่า ต่างคนก็ต่างความคิด บางคนเห็นต่างจากเราเราก็ไปสรุปว่าเขาไม่ดี บางคนไม่ทำแบบเราเราก็ไปว่าเขาอีกว่าไม่รักชาติ แล้วถ้าผมจะเรียกร้องให้ทุกคนมาใช้ชีวิตแบบผมบ้างละครับ มาเห็นแก่ตัวอย่างที่ผมได้บรรยายมานี่หละ มันจะผิดไหมหนอ
  
    ช่างมันเถอะครับ เอาเป็นว่า ชั่วโมงนี้และด้วยวิธีคิดแบบที่กำลังนิยมเป็นกันอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้
 
 
  ผมขอเลือกข้างไปเลยแล้วกันว่า คนที่ไม่รู้จักวิธีหาความสุขใส่ตัว โดยที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนแล้วไซร้ ถือว่าเป็นคนไม่รักชาติครับพี่น้อง
 
  เอ แล้วผมจะเลือกสีอะไรเป็นสีประจำข้างดีหละ
  
  สงสัยจะต้องเลือก  “สีข้าง” ซะละมั้ง!
 
  จบข่าว

April 11, 2009 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: