Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

Balance Sheet of Life

 หลังจากผ่านการนั่งมึนในห้องสอบวิชาบัญชี ขนาดแค่ปรับพื้นฐานนะเนี่ย เดบิตเครดิตกันให้วุ่นจนทำแทบไม่ทัน ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วแต่เหตุละครับงานนี้
 
  แต่อย่างน้อยๆการเรียนวิชานี้ ก็ได้ทำให้มีความเข้าใจหลักการบัญชีขึ้นมาหน่อย หลังจากที่เก่งแบบงูๆปลาๆมานาน การที่เราได้เข้าใจอะไรๆอย่างถึงแก่นมันก็ทำให้เราอุ่นใจดีนะครับ
 
  เมื่อก่อนก็รู้นะครับว่า สินทรัพย์ มันก็ต้องเท่ากับ หนี้สินบวกกับทุน แต่ท่านอาจารย์ที่สอนก็ได้กรุณาให้ความกระจ่างไปอีกขั้นหนึ่งว่า สินทรัพย์น่ะ มันมีที่มาก็จากสองแหล่ง ก็คือไม่ไปกู้หนี้ยืมสินเขามา ก็ต้องมาจากทุนของเราเองนี่แหละ ไม่มีที่มาอย่างอื่นอีกแล้ว
 
   ก็ดีนะครับสำหรับหลักการง่ายๆแบบนี้ แต่ไหงตอนสอบมันไม่ค่อยจะง่ายเหมือนหลักการเลยนี่สิ
 
   ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผลจะออกมายังไงก็คงไปบังคับมันไม่ได้แล้ว เอาความรู้ที่ได้มาต่อยอดพลิกแพลงเพื่อให้คุ้มค่าหน่วยกิตจะดีกว่า
 
   ผมลองมาคิดดูว่า ในทางธุรกิจเขาก็มีการทำงบดุลกันอยู่แล้วตามมาตรฐาน แล้ว”ชีวิต”ของเรานี่ล่ะ มันพอจะมีงบดุลไว้ให้ตรวจดูสถานะความมั่นคงมั่งคั่งแห่งชีวิตบ้างหรือเปล่า 
 

     ก็ในเมื่อเราทุกคนต่างก็มีสินทรัพย์ประจำตัว มันก็น่าจะมีแหล่งที่มาง่ายๆเหมือนสินทรัพย์ทางธุรกิจของกิจการต่างๆนั่นแหละ(ผมคิดเอาเองนะ) และถ้าเรารู้ถึงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ประจำตัวของเราแล้ว เราก็จะได้ทำธุรกรรมประจำวันในชีวิต ให้มันมีแต่ความงอกงาม จากทุนหรือบุญของตัวเราเอง ไม่ใช่ว่าต้องไปหยิบยืมจากคนโน้นคนนี้เพื่อให้เราดูดีแต่หนี้ท่วมหัวจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรจะเป็นที่พึงแห่งตนได้เองเลยสักอย่าง
 
   สินทรัพย์ประจำตัวเรา เท่าที่ผมนึกได้ก็เห็นจะแบ่งเป็นสองประเภทคล้ายๆกับทางธุรกิจก็คือ
 
1.แบบที่จับต้องได้ เช่น  รูปร่างหน้าตา สูงต่ำดำขาวสวยหล่อ รวมไปถึง เครื่องประดับตกแต่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของใหญ่ๆเช่น บ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึงของเล็กๆเช่นสร้อยแหวนเงินทอง เหล่านี้เป็นต้น
 
2.แบบที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความรู้ความสามารถ นิสัยใจคอ อารมณ์ความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสินทรัพย์ประจำตัวเราทั้งนั้นเช่นกัน
 
  แล้วเราจะมีสินทรัพย์หรือทรัพย์สินเหล่านี้ไปทำไมกัน ถ้าเป็นในทางธุรกิจ ก็คงตอบได้ว่า ก็มีไว้เพื่อใช้ประกอบธุรกิจไงเล่า ถามได้
 
 แล้วประกอบธุรกิจไปทำไมกัน อ้าว ก็เพื่อให้มันมีกำไรงอกงามมาหล่อเลี้ยงองค์กรและคนในองค์กรนะสิ ถามได้(อีกแล้วนะ)
 
 สรุปง่ายๆก็คือ ทรัพย์สินขององค์กรธุรกิจก็มีเอาไว้เพื่อประกอบกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและเจริญงอกงามขององค์กรและคนที่อยู่ในองค์กร ให้ได้มีชีวิตอยู่กันอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องอดยากลำบากกันจนเกินไปนั่นเอง
 
   สินทรัพย์ประจำตัวเราก็เช่นกัน เราทุกคนล้วนแต่มีเป้าหมายที่จะทำให้สินทรัพย์ประจำตัวเรา เพิ่มพูนมากขึ้นทั้งคุณภาพและปริมาณ ที่สุดแล้วก็เพื่อความสุขในชีวิตของเรานั่นเองเป็นคำตอบสุดท้าย (ไม่ว่าความสุขของแต่ละคนจะมีนิยามต่างกันไปอย่างไร แต่สุดท้ายมันก็คือความสุขอยู่ดี ใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเสพยา หรือความสุขจากการเสียสละเพื่อชาติ สุดท้ายแล้วเราก็เรียกมันเหมือนกันว่า “ความสุข”)
 
   ในทางธุรกิจนั้น ทั้งทุนและหนี้สิน ต่างก็เป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจนั้นๆ จะต้องดิ้นรนแสวงหามาให้ได้เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ
 
  แล้วในทาง”ชีวิต”ล่ะ ดูเหมือนว่าทุกๆคนจะมีทุนประเภทหนึ่งติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด มากบ้างน้อยบ้างต่างๆกันไป อย่างที่จะเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบาย ก็ดูจะอธิบายไม่ค่อยได้ว่าทำไมหนอ “เรา” จึงต่างจาก “เขา”
 
   ทำไมเราเกิดมารวยกว่าหรือจนกว่า ทำไมเราเกิดมาโชคดีกว่าหรือโชคร้ายกว่า ต่างๆเหล่านี้ จนเราต่างก็มักจะพูดกันติดปากว่า ก็มันทำบุญมาไม่เท่ากัน ไม่จำเป็นนะครับว่าจะนับถือศาสนาไหน ส่วนใหญ่เราคนไทยเวลาเห็นอะไรที่มันไม่สามารถอธิบายได้ ก็ดูเหมือนว่าจะชอบยกประโยชน์หรือโทษให้กับสองสิ่ง ก็คือ บุญ หรือไม่ก็ เวรกรรมนั่นเอง
 
  มันก็ถูกอยู่ส่วนหนึ่งนะครับว่า คงไม่มีใครบริหารจัดการตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเสปิร์มอยู่ ว่าจะเลือกมาเกิดกับใคร อยากจะหน้าตาแบบไหน เกิดมาแล้วมีฐานะรวยจนอย่างไร แต่ถ้ามีใครจำได้ ว่าก่อนที่จะมาเกิดนี่ได้เตรียมตัวมาอย่างดีเลยนะ ถึงได้มาเกิดเป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็กรุณาช่วยบอกวิธีด้วยนะคร้าบ จักเป็นพระคุณยิ่ง
 
  นี่พูดกันเฉพาะปุถุชนทั่วไปนะครับ ไม่นับรวมถึงอริยบุคคลผู้มีญาณวิเศษตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา
 
 
 ในชีวิตประจำวันของเรา ต่างก็มีกิจกรรมมากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการงาน แม้ว่าเราจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหารับประทาน ซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องธุรกิจทั้งที่เป็นลูกจ้างหรือลงทุนทำเองก็ตามแต่ นอกเหนือจากกิจกรรมดังที่ว่าแล้ว ก็เป็นเวลาส่วนตัวของแต่ละคนนะครับ ว่าจะเลือกที่จะทำ อะไร ที่ไหน กับใคร อย่างไร

 
  จริงๆแล้ว กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน บางทีก็แฝงอยู่ในทุกขณะเวลาที่เรากำลังทำงานอยู่ดี คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่า ตั้งแต่แปดโมงยันห้าโมงเย็น อันเป็นเวลาปกติของการทำงานทั่วไป ไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นใดเลยนอกไปจากการงานตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทักทายคนโน้นคนนี้ เดินไปเข้าห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งแอบอ่านเน็ตหรือแชตในเวลางาน เชื่อว่าไม่มากก็น้อยนะครับที่กิจกรรมส่วนตัวเหล่านี้ ต่างก็แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าจะมียกเว้นก็เห็นจะต้องได้ชื่อว่าเป็น “มนุษย์หุ่นยนต์” กันละงานนี้
 
  สินทรัพย์หรือทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ที่จับต้องได้ของเรา มันก็มีที่มาคล้ายๆกับขององค์กรธุรกิจนั่นแหละครับ คือมาจากทุนส่วนตัวของเราส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็มาจากเงินดือนที่ได้มาหักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จำเป็นออกไปแล้ว ก็เหลือมาเป็นทรัพย์ไว้เพื่อการจับจ่ายใช้สอย แปรสภาพเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ หรือถ้าเหลือใช้ก็คงสภาพเป็นทรัพย์สินในรูปของเงินสดในบัญชีสะสมเอาไว้
 
  ถ้ามองง่ายๆแบบนี้แล้ว ก็คงจะต้องเข้าตามตำราทุนนิยมเต็มสูบกันละครับ คือใครทำมากก็ได้มาก ใครเร็วใครได้หรือพูดง่ายๆว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอานั่นแหละครับ
 
 แต่ทรัพย์สินประจำตัวเราที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเรามักจะมองข้ามไปอย่างไม่น่าให้อภัยก็คือ “ความสามารถในการสร้างความสุข” สังเกตุนะครับว่าผมไม่ได้ใช้คำว่า “หาความสุข” เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ติดกับดักกันอยู่ตรงที่ว่า “ความสุข” นั้นจะได้มาต้องมีการแสวงหา พูดๆง่ายคือว่าต้องหาเงินเอามาแลกเปลี่ยนเป็นความสุขกันนั่นแหละครับ
 
  หลายๆท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เงินซื้อความสะดวกสบายได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้” กันมาบ้างนะครับ ไม่มีใครจะมาพิสูจน์คำกล่าวที่ว่านี้ได้ นอกจากตัวเราเองนั่นแหละ ที่จะต้องลองมองย้อนกลับเข้ามาสำรวจในจิตใจของเราเองว่า “ความสุข” ที่เรานิยามไว้มันคืออะไรกันแน่
  
 
    เคยรู้สึกกระวนกระวายอยากได้อะไรบางอย่างมากๆไหมครับ แล้วเปรียบเทีบกับตอนที่เรายังไม่ได้รู้จักหรือคิดอยากเป็นเจ้าของเจ้าสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตก็ตามแต่ ผมเรียกความรู้สึกเบาสบายตอนที่ยังไม่กระวนกระวายอยากได้นั้นว่า “ความสุข”
  
    เคยสัมผัสความรู้สึกในเวลาที่เราโกรธใครสักคนมากๆ เปรียบเทียบกับความรู้สึกในวินาทีที่เรายอมรับกับตัวเองได้อย่างจริงใจว่า ได้ให้อภัยเขาคนนั้นจนไม่หลงเหลือเศษของความเคืองแค้นอีกต่อไปแล้วไหมครับ ผมเรียกความรู้สึกที่เย็นสบายนั้นว่า “ความสุข”
  
    เคยรู้สึกไหมครับว่าเรื่องบางเรื่องมันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หาไม่แล้วเราจะไม่สามารถที่จะทนยอมรับได้โดยเด็ดขาด ผมเรียกความรู้สึกว่างๆก่อนที่เราจะถูกกระตุ้นให้”เลือกข้าง”นั้นว่า “ความสุข”
 
 บังเอิญที่ว่านิยามความสุขของผมข้างต้นนี้ มันคือความรู้สึกในเวลาที่เราไม่มีความ โลภ โกรธ หลง นั่นเอง
 
  พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ ความรู้อันนี้เลยทำให้เข้าใจได้ว่าในชีวิต บางครั้งแม้จะไม่ได้ขาดแคลนเรื่องทรัพย์สินเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัวก็ดูราบรื่นดี แต่ทำไม เจ้า “ความสุข” มันถึงได้มาเยี่ยมเยียนเราน้อยครั้งเหลือเกิน ก็คงเป็นเพราะเราคงมีกิจกรรมประจำวันที่ไปกระตุ้นให้เจ้าวายร้ายสามตัวนั้น มันมาเยี่ยมเยียนเราถี่ยิบนั่นเอง
 
   ถ้าอย่างนั้นแล้ว งบดุลของชีวิตเรา ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์อันไม่พึงปรารถนา มันก็คงจะคล้ายๆกับงบดุลของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายนั่นเอง คือคงแสดงหนี้สินไว้บานเบอะ ทุนแทบไม่เหลือหรอหรืออาจติดลบ แถมสินทรัพย์ที่ยังมีเหลือก็คงเป็นประเภททรัพย์สินด้อยค่าเอามาทำยาอะไรไม่ได้ ประมาณที่ดินตาบอดหรือซากเศษเครื่องจักรอะไรทำนองนั้น
 
  โชคยังดีครับว่าในชีวิตของเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องไปดิ้นรนทำกิจกรรมอะไรมากมายเพื่อกอบกู้ในเวลาที่งบดุลชีวิตแสดงอาการร่อแร่ขึ้นมา ไม่เหมือนกับในทางธุรกิจ ที่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ลำพังทำธุรกิจให้อยู่รอดก็ยากเย็นแล้ว นับประสาอะไรกับการที่ต้องไปกู้ซากธุรกิจที่มีภาระรุงรังให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม คงประมาณเข็นครกขึ้นภูเขาอะไรทำนองนั้น
 
  สิ่งที่เราต้องทำเพื่อที่จะเป็นผลให้งบดุลชีวิตของเราดูดี ก็เพียงแค่มีความระมัดระวังในการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เต็มไปด้วยสติ  อย่าใช้ชิวิตไปตามแรงขับดันของอารมณ์ต่างๆแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการกระทำเช่นนั้น จะทำให้เรา”ขาดทุนชีวิต”ไปเรื่อยๆ สิ่งที่ได้มาก็เป็นเพียงแค่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือความสุขจอมปลอม โดยไม่ได้มาเพิ่มพูนในส่วน”บุญ”ของตัวเราเองเลย ซึ่งในระยะสั้นก็ดูเหมือนจะให้ความสุขอย่างวูบวาบฉาบฉวยได้ดี แต่ในระยะยาวก็”บุญ”หาย กำไรหด เหลือไว้แต่หนี้สินที่ต้องถูกทวงคืนทั้งต้นทั้งดอกจนแทบหมดตัว
 
 นอกเหนือไปจากที่กล่าวมา สิ่งสำคัญอีกประการก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่งบดุลชีวิตของเราแข็งแกร่ง ซึ่งหมายความว่าเรามีสินทรัพย์ชั้นดีที่ก่อให้เกิดความสุขในชีวิต อีกทั้งยังไปเพิ่มเติมสะสมในส่วน”บุญ”ของเราเองอีกด้วย  เมื่อนั้นกิจกรรมด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานที่จำเป็นต่อการทำมาหาเลี้ยงชีพของเรา ก็จะพลอยเจริญก้าวหน้าสอดคล้องกันไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์
 
  งบดุลชีวิตของผม ก็ดัดแปลงจากงบดุลในวิชาบัญชีให้ดูเก๋ๆซะหน่อยว่า
   
                  สินทรัพย์ = หนี้สิน + บุญ
 
 เมื่อใดก็ตามที่เราดำเนินชีวิตอย่างมีสติ พยายามคิดดี พูดดี ทำดี และหลีกเลี่ยงอารมณ์ โลภ โกรธ หลง ทั้งหลายทั้งปวงได้เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อนั้นสินทรัพย์ส่วนตัวชั้นดีของเราอันนำมาซึ่งความสุข ก็จะไปสะสมงอกงามเพิ่มขึ้นในส่วนบุญ เหมือนกับธุรกิจที่ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดเป็นผลกำไรมาเพิ่มในส่วนทุนของธุรกิจนั้นๆ แถมยังเหลือพอที่จะไปใช้หนี้สินที่หยิบยืมคนอื่นมาได้อีกต่างหาก 
 
  แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ชีวิตอย่างไร้สติ ปล่อยให้ความโลภ โกรธ หลง พอกพูนมากขึ้น นั่นก็คือชีวิตที่ได้ใช้บุญเก่าไปแต่เพียงอย่างเดียวในการทำให้ดูเหมือนว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนธุรกิจที่ดำเนินกิจการขาดทุนไปเรื่อยๆ อาศัยว่าทุนหนา หมุนเงินเก่งหยิบยืมคนโน้นคนนี้มาต่ออายุไปจนกระทั่งถึงวันทุนหมด หนี้ท่วมล้มละลายในที่สุด
 
  ลองสำรวจชีวิตของเราดูนะครับว่า กิจกรรมประจำวันของเราที่ได้กระทำไปแล้วและคิดว่านั่นคือความสุข มันมีที่มาจากกิจกรรมประเภทไหน คนบางคนใช้ชีวิตด้วยความโลภโกรธและหลงนำทาง แต่ก็ยังดูเหมือนว่าชีวิตก็ยังอยู่ดีสุขสบาย แต่เราต่างก็เห็นตัวอย่างกันมานับไม่ถ้วนแล้วนะครับว่า เมื่อใดก็ตามที่ส่วนทุนหรือ”บุญ”ของเขานั้นหมดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมหกรรมทวงหนี้สินครั้งมโหฬารก็จะเกิดขึ้นอย่างไร้ความปราณี จากสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม”
 
 
 
 
 
 
 
 
  

April 27, 2009 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: