Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข

      วันก่อนได้มีโอกาสเดินเล่นเข้าไปในร้านหนังสือ ซึ่งก็เป็นสถานที่ปกติที่ผมเอาไว้ใช้ฆ่าเวลาแบบมีสาระ

     มองผ่านๆแบบไม่ได้ตั้งใจก็ไปสะดุดตากับหนังสือ “วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข” ของคุณเดล คาร์เนกี แปลโดย คุณอาษา ขอจิตต์เมตต์
 
    จริงๆแล้วผมก็มีหนังสือที่ว่าอยู่ในครอบครองแล้วหนึ่งเล่ม แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อหามาเอง เพราะเล่มที่ผมมีอยู่นั้น มีอายุพอๆกับอายุของผมเลยที่เดียว
 
   ที่น่าสนใจก็คือว่าเมื่อครั้งแรกที่ได้ลองอ่านฉบับเก่าแก่ดูนั้น ก็รู้สึกประทับใจทั้งผู้เขียนและผู้แปลเป็นอย่างมาก
 
  ยอมรับว่าหนังสือของเดล คาร์เนกีที่ดังๆ ส่วนใหญ่เราจะรู้จัก “วิธีชนะมิตร และจูงใจคน” ซึ่งผมไม่เคยได้อ่านอย่างจริงจังเท่าไร แต่มีโอกาสได้อ่านเรื่อง วิธีชนะทุกข์ฯ มากกว่า
 
   ความประทับใจในตัวผู้เขียนคือ เดล คาร์เนกี นั้นก็เห็นจะเป็นตรงที่เขาได้เลือกทำในสิ่งที่เขารักซึงก็คือการสอนและการเขียนหนังสือ โดยไม่ได้สนใจเรื่องรายได้ว่าจะเป็นเช่นไร แม้ว่าช่วงแรกๆนั้นจะถูกปฎิเสธจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ จนต้องไปเริ่มต้นสอนที่โรงเรียนภาคค่ำ แถมได้รับค่าจ้างตามความพอใจของผู้เรียนอีกต่างหาก แต่กลับกลายเป็นว่า จุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนไม่สวยหรูเช่นนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขาในเวลาต่อมา ดังที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้ทราบกัน
 
   ในส่วนของผู้แปลนั้น เมื่อแรกผมก็ประทับใจในสำนวนการแปล ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมากว่าห้าสิบปี แต่ก็รู้สึกได้ถึงความประณีตและตั้งใจแปลเป็นอย่างมาก
    พึ่งจะมาได้ทราบประวัติโดยละเอียดของผู้แปล ก็จากเล่มฉบับพิมพ์ล่าสุดที่ได้ไปพลิกอ่านเมื่อวันก่อนนี้เอง
 
   จริงๆแล้วคุณอาษา ก็เป็นนักเขียนและนักแปลที่มีชื่อเสียง เล่มที่พิมพ์ล่าสุดนี้ก็เป็นหนึ่งในชุดสามเล่มของงานแปลผลงานของเดล คาร์เนกี ที่คุณอาษาได้มีโอกาสแปลเอาไว้เมื่อราวหกสิบกว่าปีก่อน
ที่ทางสำนักพิมพ์แสงดาวได้จัดพิมพ์ฉลองในโอกาสครบรอบ 101 ปีของคุณอาษาเอง ในปี 2551 ที่ผ่านมา
 
   ผมเดาเอาว่าคุณเดล คาร์เนกีนั้นก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณอาษาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคุณอาษาเองก็มีความพยายามเรียนรู้ในสิ่งที่ตนรัก ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษและการเขียน จนทำให้ในที่สุดเลือกที่จะลาออกจากงานที่มีความมั่นคง เพื่อมาเป็นนักเขียนและนักแปลอย่างเต็มตัวเมื่อสมัย 50-60 ปีที่แล้ว ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นความกล้าหาญอย่างมาก สำหรับครอบครัวที่มีลูกถึงเจ็ดคน แต่คุณอาษาก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถเลี้ยงดูส่งลูกๆทุกคนให้มีการศึกษาและหน้าที่การงานที่ดีกันทุกคน
 
   ที่น่าประทับใจยิ่งไปกว่านั้น ก็ตรงที่ได้ทราบว่าบุคคลทั้งสองท่านนี้ ได้มีโอกาสพบเจอกัน ณ.จุดหนึ่งของอดีตในปี 2495 ซึ่งเป็นคุณเดล คาร์เนกี เองที่เป็นฝ่ายดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงประเทศไทย เพื่อมาขอบคุณคุณอาษาที่ให้เกียรติแปลหนังสือของเขาเป็นภาษาไทย ซึ่งนับว่าเป็น 1 ใน 2 ประเทศในโลกในขณะนั้น ที่นำงานเขียนของเดล คาร์เนกีมาแปลเป็นภาษาต่างประเทศ
 
   การเดินทางมาประเทศไทยในยุคนั้น ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน แถมประเทศไทยในความคิดของคุณเดลเองนั้น ก็จินตนาการเอาไว้ราวกับเป็นประเทศชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งในแอฟริกาอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
 
 
   ถ้าเป็นสมัยนี้ เหตุการณ์ที่ว่านั้นก็คงไม่แปลก เพราะเรามักจะเห็นเหล่าคนดังเดินทางมาเป็นเกียรติแก่เหล่าผู้ชื่นชมในต่างประเทศ ด้วยค่าตัวอันสูงลิบลิ่ว
 
   แต่ค่าลิขสิทธิ์ที่คุณอาษาต้องจ่ายให้เดล คาร์เนกี ในการที่นำงานเขียนของเขามาแปล มีมูลค่าเพียงแค่ 1 เหรียญเท่านั้นเอง ซึ่งก็เป็นราคาที่คุณเดลเป็นคนเสนอเพื่อพอให้เป็นพิธีเท่านั้น
 
    เชื่อแล้วละครับว่า ทั้งสองท่านนี้ต่างก็เกิดมาเพื่อทำในสิ่งที่ตนเองรัก โดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์เป็นหลักแต่อย่างใด
 
   สรุปก็คือผมเต็มใจควักสตางค์ซื้อหนังสือฉบับพิมพ์ล่าสุดมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก แม้ว่าจะมีฉบับดั้งเดิมอยู่แล้วก็ตาม
 
     บางครั้งเรื่องราวเบื้องหลังตัวหนังสือ ก็มีคุณค่าให้ความประทับใจได้ไม่น้อยไปกว่าตัวหนังสือที่ปรากฎอยู่ในเล่มเลยทีเดียว

July 14, 2009 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: