Wiroonsak’s Weblog

Welcome to all sorts of happyness!

เปลี่ยน หรือ ปลูก

เดี๋ยวนี้ใครๆก็มักจะพูดถึงการ “เปลี่ยน” หรือ “change!”

จริงๆแล้วคำที่ว่านี้ก็มักจะอยู่ในกระแสนิยมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ช่วงนี้กระแสความนิยมการเปลี่ยนแปลงกำลังไต่ระดับขึ้นสู่จุดที่สูงอีกครั้งหนึ่ง

ผมถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับคำๆนี้

คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไร ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงนะครับ

แต่ที่ไม่ค่อยชอบก็เพราะคำว่า”เปลี่ยน” ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงการทำลาย ไม่ใช่สร้างสรรค์อย่างที่มันพยายามจะทำให้เราเชื่อ

เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง คุณก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าระดับของการทำลายนั้นจะมากหรือน้อยเพียงไร

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คำว่าเปลี่ยนทำให้ผมรู้สึกได้ถึงการแบ่งแยก

เปลี่ยนจาก ชั่ว เป็น ดี

เปลี่ยนจาก ดำ เป็น ขาว

หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนจาก ความขัดแย้ง เป็น ความปรองดอง

ลงท้ายแล้วก็จะต้องมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่นันเอง เหมือนกับเสื้อสีต่างๆที่มีมาให้เราเลือกใส่เพื่อจะทำลายสีที่อยู่คนละฝ่ายกับเรา

บางทีคนเราก็สับสนระหว่างคำว่า “เปลี่ยน” กับความรู้สึก “อยากเปลี่ยน”

“เปลี่ยน” นั้นเป็นคำกิริยา เป็นเหตุที่ต้องสร้าง สร้างแล้วจึงได้ผลเป็นการเปลี่ยนแปลง

ความเชื่อฝังแน่นในหัวของผมมีอยู่ว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แม้แต่ตัวเราเอง

ที่เราทำได้ก็แค่บ่มเพาะสร้างเหตุที่จะนำไปสู่ผลที่เราต้องการให้เกิดขึ้นภายในตัวเรา

พูดง่ายๆว่าเราไม่ได้เปลี่ยน แต่เราเพียงแค่ปลูกเหตุที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นมาต่างหาก

ถ้าคุณรักสิ่งแวดล้อม คุณก็ต้องบ่มเพาะความรักสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในตัวคุณเองก่อน

ถ้าคุณรักใครสักคนหนึ่ง คุณก็ต้องพร้อมที่จะบ่มเพาะความรักนั้นให้งอกงามไม่ว่าจะต้องใช้เวลาและความอดทนขนาดไหนก็ตาม

เป็นต้น

หากคุณเพียงแค่คิดอยากเปลี่ยนแปลง นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังสร้างเหตุจากความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่

ความไม่พอใจนั้นเองที่เป็นเสมือนดาบสองคม เป็นทั้งแรงบันดาลใจเริ่มต้น และเป็นทั้งอุปสรรคตัวพ่อของการเปลี่ยนแปลง

ผมเชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะยั่งยืนได้ ถ้าใช้อารมณ์ด้านลบเป็นตัวชี้นำ

มีใครที่ปลูกต้นไม้เพราะเกลียดเจ้าเมล็ดพันธุ์เล็กจ้อยในอุ้งมือบ้างไหมครับ

คนที่มีความอยากเปลี่ยนแปลงเพราะไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ ก็คล้ายๆกับคนที่ต้องการจะทำลายเมล็ดพันธุ์เพื่อที่จะเปลี่ยนมันให้เป็นต้นไม้ ฉันใดก็ฉันนั้น

เราพบเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นที่ว่านี้ได้ทั่วไป แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแค่การเกษตรที่ไม่ยั่งยืน และย้อนกลับมาทำลายผืนแผ่นดินผู้ให้กำเนิดตัวมันเองในที่สุด

ต่างกันนะครับระหว่างคนที่ต้องการจะ “เปลี่ยน” เมล็ดพันธุ์ให้เป็นต้นไม้
กับคนที่ต้องการเพียงแค่จะ “ปลูก” ต้นไม้ขึ้นมา

ผมเองยังไม่มีลูก แต่ก็พอที่จะรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงดูลูกของคุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้

บางเรื่องที่ได้รับรู้ถึงกับทำให้ผมรำพึงในใจว่า เดี๋ยวนี้มันเป็นกันขนาดนี้เลยหรือ

ผมยอมรับว่าโจทย์ในการเลี้ยงดูลูกสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อน

หรือพูดง่ายๆว่า สมัยนี้การเลี้ยงลูกได้กลายเป็น”โจทย์”ที่แสนซับซ้อน ที่พ่อแม่จะต้องระดมกำลังกายกำลังใจไปแก้ไขเจ้าโจทย์นี้

แต่สมัยก่อนนั้น การเลี้ยงลูกไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่การเลี้ยงลูก เพียงเท่านั้นจริงๆ

หรืออาจจะเป็นเพราะพ่อแม่สมัยนี้ ต่างคิดว่าการเลี้ยงลูกนั้นก็คือการ “เปลี่ยน” ลูก

เปลี่ยนลูกเรา จากไม่เก่งเป็นเก่ง

เปลี่ยนลูกเรา จากตีเทนนิสไม่เป็นให้ตีเป็น

เปลี่ยนลูกเรา จากเด็กชอบเล่นเป็นเด็กชอบเรียน

และอื่นๆอีกมากมาย

ถ้าพ่อแม่จะลองบ่มเพาะความรักอย่างจริงใจและเลี้ยงดูให้ลูกได้เติบโตตามศักยภาพของเขาเอง
เหมือนคนที่บ่มเพาะต้นกล้าและปลูกมันด้วยความรัก นั่นอาจจะเป็นหนทางที่ควรจะเป็นก็เป็นได้

สูงสุดคืนสู่สามัญอาจเป็นวิถีที่เราทุกคน ควรจะพยายามทำความเข้าใจมากกว่าที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ

เคยมีผู้ที่คนไทยแทบทุกคนให้ความเคารพเทิดทูนอย่างสูง กล่าวประโยคสั้นๆเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้เอาไว้อย่างเรียบง่าย เป็นจริงและน่าฟังอย่างที่สุดว่า

“ป่าไม้นะหรือ ไม่ต้องไปปลูกมันหรอกนะ แค่อย่าไปยุ่งกับมันก็พอแล้ว”

September 11, 2009 - Posted by | Uncategorized

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: